นับ ตั้งแต่ Apple ประกาศข่าวเกี่ยวกับ iPhone โทรศัพท์จาก Apple ไป ก็มีหลายท่านให้ความสนใจมากมาย จากข่าวลือ ข่าวคราวที่ออกอย่างต่อเนื่องเมื่อหลายปีก่อน มาจนถึงวันที่มีประกาศอย่างเป็นทางการ ล่าสุดหลายท่านได้จับจองเป็นเจ้าของกันแล้ว หลายท่านกำลังรอเครื่องอยู่ หลายท่านรอให้มีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเสียก่อน ค่อยตัดสินใจซื้อ วันนี้ผมรับหน้าที่ในการแกะกล่องไอโฟนเครื่องนี้ครับ
ตัวกล่องทำจากกระดาษแข็ง ดูภายนอกหรูหราตามสไตล์ Apple ครับ ผมได้รับเครื่องนี้มาพร้อมกับถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมองไม่ออกว่าภายในมีไอโฟนอยู่ด้วย ;) ด้านข้างของกล่องจะมีสัญลักษณ์ Apple และตัวหนังสือบอกว่านี่คือไอโฟน พร้อมขนาดความจุของเครื่อง ซึ่งไอโฟนเครื่องที่นำมาแกะกล่องนี้มีขนาดความจุ 8GB ครับ (ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ มีการจำหน่ายเครื่องไอโฟน ที่มีความจุ 4GB และ 8GB ครับ)
เมื่อจับกล่องตั้งดู ก็จะเห็นด้านบนของกล่อง เป็นรูปเครื่องไอโฟน ขนาดเท่ากับเครื่องจริงๆ ที่อยู่ด้านใน พร้อมแสดงไอคอนโปรแกรมต่างๆ ที่มากับเครื่องครับ โดยสำหรับที่รูปบนกล่องนั้น ไม่ได้สื่ออะไรนอกจากสัญลักษณ์ AT&T ที่บอกเป็นนัยๆ ว่ามีการผูกมัดสัญญากับ AT&T ผู้ให้บริการในสหรัฐอเมริกา ส่วนไอคอนอื่นๆ นั้นจะสังเกตว่าไอคอนของ Calendar ที่ควรจะเปลี่ยนวันที่ (และวัน) ตามวันที่ในเครื่อง ดังเช่นที่พบจากโปรแกรม iCal บน Max OS X นั้น ตามรูป เป็นวันอังคารที่ 9 ซึ่งเป็นวันที่ทาง Apple ประกาศไอโฟนอย่างเป็นทางการ ในงาน Macworld 2007 ส่วนการจำหน่ายเครื่องไอโฟนอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกานั้น เริ่มจำหน่ายในวันที่ 29 มิถุนายน 2007 ครับ ส่วนในยุโรปที่กำลังจะวางจำหน่ายนั้น กำหนดวันวางจำหน่ายไว้ที่ 9 พฤศจิกายน 2007 ครับ
เมื่อแกะกล่องเปิดออกดู ในด้านของฝาจะพบว่ามีการบุด้วยฟองน้ำ เพื่อป้องกันการกระแทกจากทางด้านบน ซึ่งเครื่องไอโฟนจะสามารถพบได้ทันทีที่เปิดฝากล่องออกครับ ตัวเครื่องไอโฟนวางล็อคอยู่กับถาดพลาสติกใส เพื่อความมั่นคง หน้าจอมีแผ่นพลาสติกใสปิดไว้ พร้อมกับห่อพลาสติกตัวเครื่องอีกชั้น เป็นการป้องกันหลายชั้น จากรูปผมนำห่อพลาสติกออกแล้วครับ
เมื่อยกถาดพลาสติกและซองกระดาษเอกสารออก จะพบกับอุปกรณ์มาตรฐานที่มากับเครื่องไอโฟนด้านใน อันประกอบไปด้วย Stereo Headset, Dock, USB power adapter และ Dock connector to USB cable ที่อยู่ด้านล่าง อุปกรณ์ทั้งหมดในกล่องมีเพียงเท่านี้ครับ กล่องนี้ (รวมอุปกรณ์ทั้หมด) มีน้ำหนัก 560 กรัม ขนาด 9 x 14.5 x 7 เซนติเมตร ท่านใดที่จะ "หิ้ว" เข้ามาประเทศไทย ก็ลองดูเรื่องน้ำหนักกับขนาดนะครับ ;)
มาต่อกันกับแกะกล่อง ตอนที่ 2 ครับ ในตอนนี้ เรามาดูกันถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในกล่องกันครับ
เริ่มจากส่วนที่อยู่ลึกที่สุดในกล่อง นั่นคือ Dock connector to USB cable สายนี้สามารถนำมาต่อกับไอโฟนเพื่อชาร์จหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลได้โดยตรง หรืออาจจะนำไปต่อเข้ากับ Dock ก่อนก็ได้ครับ สายนี้มีความยาวประมาณ 1 เมตร สายมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มิลลิเมตร USB connector เป็นแบบมาตรฐานทั่วไป สามารถใช้งานได้กับทั้งเครื่องแมคและพีซี ส่วน dock connector เป็นลักษณะเดียวกับไอพอด แต่ว่าไม่มีปุ่มกดให้ปลดล็อค ดังนั้นเวลาเอาออกจึงสามารถดึงออกตรงๆ ได้เลย อย่างไรก็ตามการล็อคนั้นแน่นหนาในระดับหนึ่ง
คำเตือน กรุณาอย่าลอกเลียนแบบ: ผมลองเสียบสายแล้วหิ้วไอโฟนไปมา ก็พบว่ายังไม่หลุดออกมาครับ ซึ่งตรงนี้เบื้องต้นผมมองว่าอาจเป็นเพราะยังใหม่ และตัวล็อคยังคงทำงานดีอยู่ แต่ไม่ทราบผลในระยะยาวนะครับ ดังนั้น หากไม่มั่นใจจริงๆ ไม่แนะนำให้ทดสอบนะครับ ;)
สาย Dock connector to USB นี้สามารถชาร์จไอโฟนได้สองรูปแบบ ได้แก่ การเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อชาร์จจากไฟเลี้ยง USB port หรือการต่อเข้ากับ USB power adapter เพื่อชาร์จจากไฟบ้าน อนึ่งการชาร์จทั้งสองรูปแบบนั้น มีข้อดี ข้อเด่นที่แตกต่างกันออกไป ผมขออนุญาตเก็บไว้กล่าวถึงในบทความเรื่องแบตเตอรี่นะครับ
มาถึงอุปกรณ์ชิ้นต่อไป คือ USB Power Adapter อุปกรณ์ชิ้นนี้ สำหรับท่านที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple น่าจะคุ้นเคยกันดีครับ รูปแบบคล้าย power adapter ของไอพอดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา หัวปลั๊กนั้นเป็นสองขา สามารถใช้งานในบ้านเราได้อย่างไม่มีปัญหา ตัวขาสามารถพับเก็บได้ ทำให้พกพาได้สะดวก ตัว adapter เขียนกำกับไว้ว่า "iPod USB Power Adapter" ผลิตในประเทศจีน มีรหัสรุ่น A1205 รับกระแสไฟฟ้า input 100-240V 0.15A 50-60Hz ซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้ในทุกประเทศ กระแสไฟที่ออกมา output 5V 1A ขาปลั๊กสามารถถอดออกได้ adapter มีขนาด 4.5 x 4.5 x 2.7 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 70 กรัมครับ
จริงๆ แล้วในส่วนขาของ adaptor นั้นสามารถถอดออกได้ ซึ่งมีประโยชน์สำหรับท่านที่มีขาปลั๊กในรูปแบบต่างๆ อาจจะหาซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนได้ หรือจะใช้สายไฟที่มีลักษณะแบบนี้ใช้งานได้เลย อย่างไรก็ตามแนะนำให้ใช้หัวเปลี่ยนที่มีคุณภาพและรองรับการใช้งานอย่างถูก ต้องด้วยครับ ถ้าหากสนใจจะเปลี่ยนจริงๆ หัวปลั๊กหรือสายไฟ ควรจะมีสเปกเดียวกันกับหัวปลั๊กที่มาด้วยนะครับ
มาถึงอุปกรณ์ตัวต่อไปกันครับ นั่นคือ Dock ผมขอเรียกตามคู่มือของไอโฟนเลยนะครับ บางท่านจะเรียก cradle หรือแท่นชาร์จ แท่นวางก็ตามสะดวกครับ Dock นี้จะเอาไว้ต่อกับ Dock connector to USB cable เพื่อชาร์จหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์ Dock มีขนาด 6.5 x 4.2 x 1.5 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 140 กรัม ด้านหน้าของ Dock เว้าเป็นช่องสำหรับไอโฟน connector เอียงทำมุมประมาณ 75 องศา ด้านข้าง connector บน Dock จะมีรูเล็กๆ เพื่อประโยชน์เวลาวางไอโฟนไว้บน Dock จะไม่เป็นการปิดกั้นช่องลำโพงและไมค์ของตัวเครื่อง
ด้านล่างของ Dock เป็นยางเพื่อกันลื่น มี copyright ปี 2007 โดย Apple Computer Inc. ผลิตในประเทศจีนเช่นเดียวกันครับ ด้านหลังจะมีช่องสำหรับ Line Out โดยสามารถส่งสัญญาณเสียงออกไปยังเครื่องเสียงหรือลำโพง ที่สนับสนุนแจ๊คขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร การใช้งานนั้น หากวางไอโฟนไว้บน Dock เสียงจะออกจากไอโฟนตามปกติ แต่เมื่อใดที่ต่อสัญญาณ Line Out ออกไป เสียงจะไปออกทางเครื่องเสียงทันที โดยเสียงที่เกี่ยวกับโทรศัพท์จะไม่ถูกนำออกไปทาง Line Out ครับ จะมีเฉพาะเสียงเพลงหรือภาพยนตร์เท่านั้น ด้านข้างของช่องสำหรับ Line Out นั้นจะเป็นสำหรับเชื่อมต่อเข้ากับ Dock connector to USB cable ครับ
อุปกรณ์ชิ้นต่อไปที่อยู่ในกล่อง คือ Stereo Headset หูฟังอันนี้จะแตกต่างจากหูฟังไอพอดที่เราคุ้นเคยกันดี เนื่องจากว่าถูกออกแบบมาสำหรับไอโฟนโดยเฉพาะ มีปุ่มรับสาย - วางสาย ที่สามารถใช้บังคับการเล่นเพลงได้อีกด้วย หากกดครั้งหนึ่งจะเป็นการเล่นเพลง/หยุดชั่วคราว หากกดสองครั้งจะเป็นการเลื่อนไปยังเพลงถัดไป ปุ่มนี้จะอยู่กับหูฟังด้านขวา สายมีความยาวทั้งหมดประมาณ 1 เมตร ความยาวจากปลายแจ๊คไปจนถึงทางแยกหูฟังแต่ละข้าง ประมาณ 75 เซนติเมตร ซึ่งยาวพอที่ใส่ไอโฟนไว้ในกระเป๋ากางเกงและใช้งานได้อย่างสะดวก แจ๊คของ Stereo Headset เป็นขนาด 3.5 มิลลิเมตร แต่ว่ามีช่องสัญญาณ 3 ช่อง ได้แก่สัญญาณเสียงด้านซ้าย, ด้านขวา และไมค์ ลักษณะพลาสิกของแจ๊คเรียวยาว ส่งผลให้ไม่สามารถนำหูฟังที่มีแจ็คเป็นรูปตัวแอล หรือพลาสติกรอบแจ๊คมีขนาดใหญ่มาใช้กับไอโฟนได้
ต่อไปมาถึงอุปกรณ์ส่วนสุดท้ายในกล่องไอโฟนแล้วครับ นั่นคือเอกสารต่างๆ ภายใต้ซองกระดาษสีดำ นั้นจะมี ผ้าทำความสะอาดไอโฟน, สติ้กเกอร์รูป Apple 1 แผ่น (2 รูป), เอกสาร Finger Tips ซึ่งจะมีคำแนะนำการใช้งานเบื้องต้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการ Activate and sync หรือการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ในเครื่อง และเอกสารอันสุดท้ายคือ Important Product Information Guide ซึ่งจะเป็นคำเตือนและข้อควรระวังในการใช้งานด้านต่างๆ
blue_wind's note: จากรูปสติ้กเกอร์จะอยู่ตรงกลาง เนื่องจากเป็นสีเดียวกับพื้นที่ถ่ายรูป เลยทำให้มองไม่เห็น ต้องขออภัยด้วยครับ ^^"
มาถึงตอนจบของแกะกล่องกันเสียที ครับ ได้รับคอมเม้นท์มาว่า น่าจะแยกการใช้งานไปเป็นอีกบทความหนึ่งไปเลย ผมก็เลยหยิบเอาเฉพาะในส่วนของ Hardware มารีวิวนะครับ อาจจะแทรกทิปการใช้งานไปบ้างเป็นระยะ เพื่อให้เวลาใช้งานจะได้คุ้นๆ ข้อมูลพวกนี้ครับ
ภาพจากเว็บไซต์ www.apple.com
ตัวเครื่องนั้นโค้งมนเข้ากับรูปมือ น้ำหนักประมาณ 135 กรัม ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่น้อยหากเทียบกับโทรศัพท์หรือพีดีเอตัวอื่นๆ แต่หากถือจริงๆ จะรู้สึกได้ว่าไอโฟนนั้นไม่เบาเลย อย่างไรก็ตาม ด้วยน้ำหนักขนาดนี้ก็ยังสามารถถือเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้อย่างไม่ยากเย็น ตามสเปกของไอโฟนนั้นจะมีขนาด สูง 115 มิลลิเมตร กว้าง 61 มิลลิเมตร หนา 11.6 มิลลิเมตร
ด้านหน้า
ด้านหน้า
ด้านหน้ามีเพียงปุ่มเดียวคือปุ่ม Home การทำงานของไอโฟนนั้น หลายท่านให้ความเห็นว่าคล้ายกับ Palm OS PDA กล่าวคือ เวลาออกจากโปรแกรม เราไม่ต้องทำการปิดโปรแกรม แต่เราจะกดปุ่ม Home เพื่อออกไปยังหน้าจอหลักแทนครับ ปุ่มนี้ จึงถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของเครื่องเลยทีเดียวครับ ตัวปุ่มเป็นพลาสติก มีสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมที่ปุ่ม ซึ่งหมายถึง Home ปุ่มมีลักษณะเว้าลงไปในตัวเครื่อง เวลาเอามือลูบดูก็จะสัมผัสถึงปุ่มได้โดยง่าย เวลาใช้งานตอนกลางคืน ก็สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก
Tips:
* ปุ่ม Home นี้ นอกจากจะเป็นการออกจากโปรแกรมแล้ว ในกรณีที่โปรแกรมค้าง เราสามารถกดปุ่ม Home ค้างไว้ เพื่อเป็นการ force quit โปรแกรมได้อีกด้วย
* บนไอโฟนเฟิร์มแวร์ 1.1.1 หรือสูงกว่า คุณสามารถกดที่ปุ่ม Home 2 ครั้ง (Double Click) เพื่อเรียกใช้งานเมนูลัดเป็น Home หรือ iPod หรือ Phone Favorites ได้ด้วย ซึ่งสามารถตั้งค่าได้จาก Settings >> General >> Home Button
* เวลาไอโฟนเข้าสู่ sleep mode คุณสามารถกดที่ปุ่ม Home เพื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาแล้วเลื่อน slider ได้
ในด้านหน้าของตัวเครื่องนี้ นอกจากจะมีปุ่ม Home แล้วยังมีช่องลำโพง (Receiver) สำหรับฟังสนทนาโทรศัพท์อีกด้วย โดยหลายท่านที่ซื้อมาตอนแรก พยายามไม่ดึงแผ่นพลาสติกติดหน้าจอออก ซึ่งทำให้อาจจะไม่ได้ยินเสียงจากคู่สนทนาได้ เหนือ receiver ขึ้นไป จะเป็นที่อยู่ของ sensor สำคัญในไอโฟนสามตัว อันได้แก่
Accelerometer ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนย่อย อันได้แก่ Silicon mass, Silicon springs และ Electrical current ที่จะคอยทำงานประสานกัน หากผู้ใช้งานเอียงเครื่อง ตัว accelerometer ก็จะตรวจจับ แล้วปรับเปลี่ยนการแสดงผลให้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ
Proximity Sensor ซึ่งจะคอยดับหน้าจอ เวลาที่คุณยกหูขึ้นมาสนทนาโทรศัพท์ และจะเปิดหน้าจอ ทันทีที่ยกไอโฟนออกจากหู นอกจากจะเป็นการประหยัดพลังงานแล้ว ยังเป็นการช่วยป้องกันการสัมผัสปุ่มต่างๆ บนไอโฟนโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย
Ambient Light Sensor ซึ่งจะคอยรับแสงจากภายนอก แล้วนำไปประมวลผลเพื่อปรับระดับความสว่างของหน้าจอโดยอัตโนมัติ ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นมาคอยปรับความสว่างเวลาอยู่กลางแจ้ง - เข้าที่มืด
ทางด้านหน้าจะมีกรอบโลหะสีเงินแวววาว ทำหน้าที่ยืดตัวหน้าจอเข้ากับตัวเครื่อง ซึ่งลบเหลี่ยมต่างๆ ออกไปได้อย่างสวยงาม เวลาใช้งานสัมผัสหน้าจอ เราแทบจะไม่รู้สึกว่ามีขอบอยู่เลย แตกต่างจากพีดีเอหรือโทรศัพท์ทั่วไป ที่จะมีขอบขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด กรอบโลหะนี้เป็นจุดหนึ่งที่ค่อนข้างบอบบาง กล่าวคือไม่ทนต่อการขีดช่วนใดๆ และจะเป็นรอยขนแมวได้ค่อนข้างง่าย หากเป็นรอยขนแมวน้อยๆ เราสามารถใช้ครีมเช็ดรถมาทำให้จางลงได้ แต่หากมากๆ ก็คงต้องปล่อยไปตามการใช้งานครับ :) และมาถึงส่วนสำคัญหากไม่พูดถึงหน้าจอก็คงไม่ได้ หน้าจอของไอโฟนมีขนาด 3.5 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม) มาพร้อมกับเทคโนโลยี multi-touch ที่สร้างความฮือฮากับลูกเล่น multi-touch นี้พอสมควร resolution ของจอมีขนาด 480 x 320 พิกเซล ที่ความละเอียด 163 ppi โดยหากเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ Game Multimedia device อย่างเช่น Sony Playstation Portable (PSP) ซึ่งมีขนาด 4 นิ้ว resolution 480 x 272 พิกเซล จะพบว่าไอโฟนนั้นมีความละเอียดสูงกว่า PSP เยอะทีเดียว
ภาพจากเว็บไซต์ www.apple.com
เทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้น น่าทึ่งทีเดียว เริ่มจาก TFT LCD display ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานของอุปกรณ์ไอทีไปหมดแล้ว ชั้นต่อมาเป็น electrical field ซึ่งจะเป็นชั้นที่ทำงานร่วมกับชั้น Capacitive touch panel การทำงานนี้จะจำเพาะกับร่างกายของคนเรา เวลาใช้งานสัมผัสหน้าจอ จะใช้ส่วนใดของร่างกายก็ได้ แต่เน้นที่เป็นร่างกายของคนเรา วัสดุอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น โลหะ ยาง แก้ว พลาสติก ผ้า ไม้ ล้วนแต่ไม่ตอบสนองกับหน้าจอของไอโฟน ซึ่งทำให้ถูกมองหน้าจอจะตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอโดยการมีประจุไฟฟ้า (ร่างกายคนเรามีไฟฟ้าอยู่แล้ว) ผมได้ทดสอบต่อกับร่างกายส่วนต่างๆ ของสัตว์พบว่า ถึงแม้สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประจุอยู่ในร่างกายเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถใช้ในการสัมผัสหน้าจอไอโฟนได้ อนึ่งการทดสอบนี้เป็นการทดสอบเพียงเล่นๆ เท่านั้นครับ ปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ตัดออกไปถึงก็คือขนสัตว์นั้นเป็นฉนวนไฟฟ้า และอุ้งเท้าหรือปลายจมูกของสัตว์ก็เป็นฉนวนเช่นเดียวกัน การจะนำเอาผิวหนังสัตว์จริงๆ มาทดสอบนั้นทำได้ลำบากครับ ;) ในส่วนชั้นนอกสุดนั้นคือ protective shield ซึ่งมีความแข็งแรงค่อนข้างมาก จากการทดสอบ ผมลองเอาทั้งมีดคัทเตอร์ กุญแจ ไขควง ขูดดู ก็ไม่พบรอยบนหน้าจอแต่อย่างใดครับ ดังนั้นผู้ใช้งานจึงมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าหน้าจอแข็งแรงทนทาน จุดที่ต้องระมัดระวังกลับกลายเป็นกรอบโลหะรอบหน้าจอแทน หลากหลายข่าวที่ผู้ใช้งานทำจอแตก มักจะเกิดจากการกระแทกตามมุมหรือกรอบโลหะ ส่งผลให้จอแตก แต่การกระแทกหน้าจอโดยตรงกลับไม่มีข่าวสักเท่าใด
ด้านหลัง
ด้านหลัง
ด้านหลังของเครื่องนั้นแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนบนเป็นโลหะด้านสีเงิน ผิวหยาบ เพื่อให้จับกระชับมือไม่ลื่น ในส่วนนี้มีเพียงกล้องให้เห็นเท่านั้นครับ กล้องมีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล โดยรอบของกระจกครอบเลนส์จะมีขอบโลหะหนาขึ้นเล็กน้อย เพื่อที่จะป้องกันเวลาผู้ใช้งานวางไอโฟนบนพื้น จะได้ไม่เป็นการกระแทกหรือเสียดสีกับตัวกระจกครอบเลนส์ ตัวกระจกครอบเลนส์นี้จะเคลือบเอาไว้ด้วย multi-coat เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน lens flare จากการถ่ายรูป ท่านที่เป็นตากล้องอาจจะคุ้นเคยกับคุณสมบัติดังกล่าวกันดีอยู่แล้ว เวลาผู้ใช้งานถ่ายรูปย้อนแสง อาจจะพบว่ามีแสงสะท้อนเป็นวงกลมๆ การเคลือบด้วย multi-coat จะลดปัญหาดังกล่าวนี้ไปได้พอสมควร ดังนั้นจึงมีข้อควรระวัง นอกจากจะต้องระมัดระวังการกระแทก การเสียดสีที่บริเวณกระจกครอบเลนส์แล้ว ยังต้องคอยระวังเรื่องสารเคมี หรือของเหลวที่อาจไปทำลายชั้น multi-coat นี้อีกด้วย
ใต้กล้องลงไป ก็มีสัญลักษณ์ Apple และรายละเอียดต่างๆ ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ iPhone, สถานที่การผลิต, รุ่น, FCC ID, Serial no., IMEI และขนาดความจุของไอโฟน ขยับใต้ลงไปอีกนิดจะเป็นส่วนที่สอง ซึ่งเป็นพลาสติกสีดำ ภายในเป็นแบตเตอรี่และ antenna สำหรับการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น WiFi หรือตัวรับส่งสัญญาณโทรศัพท์ สาเหตุที่ส่วนนี้จะต้องเป็นพลาสติก นั่นเป็นเพราะหากเป็นโลหะก็จะปิดกั้น และสะท้อนสัญญาณไป ดังนั้นในการใช้งานทั่วไปอย่างถูกต้องนั้น ไม่ควรเอามือกำในส่วนพลาสติกสีดำนี้ รวมถึงหากเอียงเครื่อง ก็แนะนำให้เอาด้านพลาสติกสีดำนี้ออกด้านนอก จะได้ไม่รบกวนการรับส่งสัญญาณ
ด้านข้าง
ด้านข้าง
ด้านขวา (เมื่อหันหน้าจอเข้าหาตัว) ไม่มีปุ่มใดๆ ส่วนด้านซ้ายมีปุ่ม 2 ปุ่ม อันได้แก่ Ring/Silent Switch ที่เอาไว้ปิดเปิดเสียงริงโทนและเสียงเตือนอย่างทันที โดยไม่ต้องเข้าเมนูของเครื่อง ปุ่มนี้จะเลื่อนซ้ายขวา (swing) หากถือไอโฟนด้วยมือซ้ายจะใช้นิ้วโป้งเลื่อนได้อย่างสะดวก แต่หากถือไอโฟนด้วยมือขวาอาจจะลำบากในการใช้ปุ่มนี้พอสมควร ต้องใช้ปลายนิ้วชี้เลื่อนครับ ปุ่มถัดมาก็คือ volume button เอาไว้ เพิ่มหรือลดเสียงต่างๆ ของไอโฟน
Tips:
* ปุ่ม volume button นี้ หากมีสายเรียกเข้ามา แล้วเราไม่ต้องการรับ เราสามารถกดที่ปุ่มนี้เพื่อปิดเสียงริงโทนได้ (แต่ก็ยังมีสัญญาณเรียกเข้าตามปกติ)
* ปุ่ม volume button นี้ สามารถเพิ่มและลดเสียงเมื่อใช้งานร่วมกับ stereo headset หรือหูฟังบลูทูธได้
ด้านบน
ด้านบน
ด้านบนมีช่องหูฟัง (Headset jack) สำหรับเสียบสาย stereo headset หรือหูฟังที่มีแจ็คขนาด 3.5 มิลลิเมตร มาตรฐาน แต่มีข้อแม้ว่าพลาสติกตรงหัวแจ๊คจะต้องเล็กด้วย หากเป็นหูฟังที่มีแจ๊คเป็นรูปตัว L หรือหูฟังที่มีพลาสติกหัวแจ๊คหนา จะใส่ไอโฟนไม่ได้ อาจต้องหาอุปกรณ์เสริมมาใช้งานเพิ่มเติม ถัดไปจะเป็น SIM card tray เวลาจะเปลี่ยนซิมก็เพียงหาคลิปหนีบกระดาษกดตรงรูเล็กๆ ข้างช่องหูฟัง เพื่อดันให้ SIM card tray กระเด้งออกมา
Tips
* เวลาแกะคลิปหนีบกระดาษให้ใช้ด้านยาว อย่าใช้ด้านสั้น
* เวลางอคลิปหนีบกระดาษให้พยายามทำเป็นมุมฉาก จะได้ใช้แรงในการกดน้อยที่สุด
* แนะนำให้ถือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด โดยให้อุ้มมือปิดหน้าจออยู่ (ด้านหลังเครื่องไอโฟนหันเข้าหาตัว) และ SIM card tray อยู่ด้านบน
* กดเข้าไปตรงๆ ออกแรงเล็กร้อย SIM card tray จะกระเด้งออกมาเอง
ด้านล่าง
ด้านล่าง
ด้านล่าง
เมื่อคว่ำหน้าจอลง ด้านล่างเป็นที่อยู่ของไมโครโฟน (Microphone) Dock connector และ ลำโพง (speaker) ดังจะทราบว่าไอโฟนมีลำโพงอยู่เพียงด้านเดียว ท่านที่ได้ยินเสียงออกด้านเดียว อันนี้ถูกต้องแล้วนะครับ เพราะอีกด้านเป็นไมโครโฟนนั่นเอง Dock connector นี้มีข้อระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ควรจะใช้กับอุปกรณ์เสริมที่มีสัญลักษณ์ Work with iPhone กำกับอยู่เท่านั้น หากนำไปใช้งานกับอุปกรณ์อื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ว่าสำหรับไอโฟน ถึงแม้จะเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับไอพอดเอง ก็อาจจะทำให้ไอโฟนมีปัญหาได้ครับ
สรุปส่งท้ายกับข้อมูลในคู่มือไอโฟนเองครับ อ้างอิงจากหน้า 10 ส่วนส่วนประกอบต่างๆ ของไอโฟน
โดยรวมแล้วในส่วนของ Hardware ถือว่าทาง Apple inc. ออกแบบไอโฟนได้ดีทีเดียว ทั้งรูปลักษณ์และการใช้งาน
ผมขอจบการรีวิวแกะกล่องไว้เพียงเท่านี้ครับ
ที่มา:http://www.thaiiphoneclub.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=1
0 comments:
Post a Comment