3จี ทีโอทีเจอโรคเลื่อนอีก 4 เดือนสรุป อ้อนรัฐงดภาษี



จีทีโอทีเลื่อนอีก 4 เดือนถึงได้ข้อสรุปโครงการ หลังบอร์ดมีมติให้ทีโอทีเป็นผู้ดำเนินการตามมติครม. แทนการใช้เอซีที โมบาย อ้างมีต้นทุนต่ำกว่า อ้อนคลังเลิกเก็บภาษีเอซี 30 % หลังดีแทค ทรูมูฟ เลิกจ่าย เพราะจะช่วยทีโอทีกู้เงินลงทุน 3 จี ลดลง


นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2552 ที่ผ่านมา มีมติยืนยันให้ทีโอทีเป็นผู้ดำเนินการจัดหาและติดตั้งโครงข่าย 3 จี โดยไม่ให้ บริษัท เอซีที โมบาย เป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจาก มติ ครม.ได้อนุมัติให้ทีโอทีเป็นผู้ดำเนินการ เพราะทีโอทีมีบุคลากรเพียงพอ หากให้เอซีที โมบายเป็นผู้ดำเนินการก็ไม่ส่งผลให้การติดตั้งโครงข่ายมีความรวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ ยอมรับว่าความเห็นจากคลังก็เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจให้ทีโอทีดำเนินการ เอง เพราะคลังจะเป็นผู้ค้ำเงินกู้ให้ทีโอที และถ้าให้เอซีที โมบายดำเนินงานจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าทีโอทีดำเนินการเอง

คาด ว่าภายใน 4 เดือนแผนการดำเนินงาน 3 จี ทั้งหมดจะแล้วเสร็จ เช่น ข้อสรุปจำนวนเงินกู้ ค่าใช้จ่ายที่จะต้องลงทุนในส่วนใดบ้าง รวมถึงกระบวนการ ซึ่งขณะนี้ทีโอทีกำลังพิจารณาว่าแผนงานทั้งหมดต้องนำเข้า ครม.หรือไม่ ถ้าไม่ต้องนำเข้า ครม.ก็สามารถดำเนินการได้ทันที

สำหรับการกู้เงินในประเทศมีดอกเบี้ยต่ำกว่ากู้จากต่างประเทศ ซึ่งถ้ารัฐบาลค้ำให้จะได้ต้นทุนที่ถูกกว่าการให้เอกชนจัดหามา ส่วนจำนวนเงินกู้จะต้องใช้จำนวนเท่าใด ต้องพิจารณาอีกครั้ง ส่วนกรณีสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากรายได้ค่าเชื่อมต่อเลขหมายแอ็คเซสชาร์จ 30 % ก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพราะบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ ได้หยุดจ่ายไปแล้ว หากทีโอทีไม่ต้องจ่ายค่าภาษีดังกล่าวก็จะทำให้มีเงินในการลงทุน 3จีเพิ่ม ส่งผลให้กู้เงินน้อยลง

ทั้งนี้ ทีโอทีจะอัปเกรดโครงข่ายเอซีที โมบายเดิมจำนวน 500 สถานีฐาน ซึ่งจะใช้เงินไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อสถานีฐาน รวมมูลค่าไม่เกิน 1,500 ล้านบาท เพราะเป็นสิ่งที่ทีโอทีสามารถดำเนินงานได้ทันทีภายใต้เงินลงทุนของทีโอทีที่ มีอยู่ ก่อนหน้านี้ทีโอทีมีแผนลงทุน 3 จีทั้งหมด 2.9 หมื่นล้านบาท และจะกู้ประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ บอร์ดทีโอทียังมีมติเช่าวงจรอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศในเส้นทางไทย -สิงคโปร์ระยะเวลา 3 ปีและสิงคโปร์-อเมริกา ระยะเวลา 15 ปี โดยมีความเร็ว 5 กิ๊กกะบิต ในวงเงิน 22 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้น เพราะปีนี้ทีโอทีตั้งเป้าทำบรอดแบนด์ 1 ล้านพอร์ต และรองรับการขยายตัวความเร็วในการให้บริการบรอดแบนด์ เพราะทรูให้บริการความเร็วบรอดแบนด์ 2 เมกะบิต ขณะที่ บริษัท ทริปเปิ้ล ที บรอดแบนด์ ได้เพิ่มความเร็วอยู่ที่ 3 เมกะบิต ในราคา 590 บาทเท่ากัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทีโอทีระบุว่า แผน 3 จีแบบ MVNO ตามมติครม.จะชัดเจนในเดือนเมษายนปีนี้

โนเกียล้มแผนเพิ่มบริการเกมบน N73






ประชาสัมพันธ์โนเกียออกมาแถลงว่า บริษัทตัดสินใจยกเลิกแผนการเพิ่มบริการเกมของโนเกียให้ผู้ใช้โทรศัพท์รุ่น เกือบเก่ายอดขายกระฉูดอย่าง N73 แล้ว ไม่ได้เป็นเพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายบริษัทแต่เป็นเพราะไม่อยากฝืนข้อจำกัด เรื่องพลังงานของตัวเครื่อง


โนเกียเคยกล่าวต่อสาธารณะชนเมื่อปีที่แล้ว ว่าบริษัทมีแผนจะเพิ่มบริการด้านเกมออนไลน์สำหรับใช้ใน N73 ภายในปีนี้ แต่เพราะพลังงานประมวลผลของโทรศัพท์ที่จำกัดทำให้บริษัทต้องตัดสินใจยกเลิก แผนที่วางไว้ โดยโนเกียจะมุ่งมั่นทำตลาดคอนเทนท์มัลติมีเดียออนไลน์อย่าง Ovi Store ต่อไป

N73 นั้นถูกการันตีว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นหนึ่งในตลาดที่ขายดีมากที่สุด โดยโนเกียให้ข้อมูลว่าสามารถจำหน่าย N73 ไปได้มากกว่า 20 ล้านเครื่องแล้วในขณะนี้

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โนเกียพยายามดึงคอนเทนท์เกมมาเป็นจุดขายสินค้า แต่กลุ่มตลาดก็ยังคงจำกัดตัวเฉพาะกลุ่มมาตลอด นักวิเคราะห์เชื่อว่า ขณะนี้โนเกียจะเริ่มดึง Ovi Store มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้บริการคอนเทนท์ดิจิตอลของโนเกียแบบครอบคลุม ทุกกลุ่ม ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถกระจายตัวในกลุ่มตลาดที่กว้างกว่าเดิมซึ่งเป็นกลุ่มนิ ชหรือ niche audience

โนเกียระบุว่าแม้จะมี Ovi Store แต่โนเกียจะยังคงบริการเกม N-Gage ไว้เช่นเดิมต่อไป

โนเกียเล็งธุรกิจจ่ายเงินทางมือถือในประเทศโลกที่สาม




โนเกีย (Nokia) ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเบอร์หนึ่งของโลกเทเงินครั้งใหญ่เพื่อซื้อบริษัทเกิด ใหม่ในแคลิฟอร์เนีย บริษัทนี้มีความสามารถโดดเด่นที่การให้บริการชำระเงินทางโทรศัพท์มือถือใน ประเทศกำลังพัฒนา การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าโนเกียกำลังมองเห็นโอกาสเติบโตในธุรกิจ โมบายล์เพย์เมนท์ของประเทศโลกที่สาม

บริษัทให้บริการระบบชำระเงินทางโทรศัพท์มือถือหรือโมบายล์เพย์เมนท์ ที่โนเกียซื้อไปนี้มีชื่อว่าโอโบเพย์ (Obopay) รายงานระบุว่าโนเกียไม่เปิดเผยจำนวนเงินที่ใช้ซื้อโอโบเพย์อย่างเป็นทางการ แต่จากเอกสารซึ่งโอโบเพย์รายงานต่อทางการสหรัฐฯนั้นระบุว่า บริษัทมีรายรับราว 70 ล้านเหรียญสหรัฐจากการจำหน่ายหุ้น โดยในเอกสารระบุด้วยว่าประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจองค์กรของโนเกียนามเทปโป ปาอาโวโล (Teppo Paavolo) จะนั่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารโอโบเพย์ด้วย

โอลิเวีย ค็อกเน็ต (Olivier Cognet) หนึ่งในทีมพัฒนาธุรกิจของโนเกียให้ข้อมูลว่า การลงทุนครั้งนี้ใช้เงินจากกองทุนในนามบริษัทโนเกียเอง ไม่ใช่เงินจากหน่วยลงทุนซึ่งโนเกียมักใช้ซื้อบริษัทอื่นๆ เหตุผลเพราะโนเกียต้องการดำเนินงานกับโอโบเพย์อย่างใกล้ชิด

บริการโอโบเพย์นี้เปิดให้บริการแล้วในสหรัฐอเมริกาและอินเดีย เป็นบริการที่ทำให้ประชาชนสามารถชำระค่าบริการด้วยการส่งข้อความสั้นเอสเอ็ม เอสหรือผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือ ความพิเศษคือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝากธนาคารหรือบัตรเครดิต เพราะสามารถเปิดบัญชีกับโอโบเพย์ได้ ถือเป็นการลดช่องว่างในการทำธุรกรรมการเงินบนโทรศัพท์มือถือของประชากรใน ประเทศกำลังพัฒนาที่บางส่วนยังไม่มีบัญชีธนาคาร

คา รอล รีลินี (Carol Realini) ซีอีโอของโอโบเพย์ ระบุว่าโลกในปัจจุบันยังมีช่องว่างในตลาดธุรกรรมทางการเงินขนาดใหญ่ เนื่องจากจำนวนบัญชีธนาคารทั่วโลกในขณะนี้มีมีประมาณ 1 พันล้านบัญชีเท่านั้น จากประชากรโลกที่มีอยู่กว่า 4 พันล้านคน เท่ากับประชากรที่เหลือไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการการเงินของธนาคาร

รีลินีก่อตั้งโอโบเพย์ขึ้นหลังจากเดินทางท่องเที่ยวในแอฟริกา ซึ่งเธอสังเกตว่าโทรศัพท์มือถือถูกใช้งานอย่างแพร่หลายแต่ระบบการเงินกลับ เดินทางไปไม่ถึงในพื้นที่หลายแห่ง โดยรีลินีเชื่อว่าการลงทุนของโนเกียจะช่วยให้โอโบเพย์ขยายตลาดออกไปทั่วโลก ได้รวดเร็ว และจะทำให้โอโบเพย์สามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่ง ขึ้น

แน่ นอนว่าไม่ใช่เพียงรีลินีเท่านั้นที่เห็นโอกาสเติบโตในธุรกิจให้บริการชำระ เงินทางโทรศัพท์มือถือแบบไม่ต้องใช้บัญชีธนาคาร เพราะผู้ให้บริการเครือข่ายมากกว่า 12 ประเทศกำลังพัฒนา นั้นเริ่มให้บริการโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือแก่ประชาชนรายได้น้อยแล้วในขณะ นี้ โดยการสำรวจโดยศูนย์การเงิน CGAP และบริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company พบว่าตลาดธุรกิจการเงินบนโทรศัพท์มือถือสำหรับผู้ที่ห่างไกลธนาคาร จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในอีก 3 ปีข้างหน้า

เชื่ออีก5ปีตลาดโมบายล์บรอดแบนด์แตะ 1.37 แสนล้านดอลล์

บริษัทวิจัยตลาดเชื่อ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือ Broadband จะสามารถทำรายได้จากบริการเชื่อมต่อทางโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นแบบก้าว กระโดดในปี 5 ปีข้างหน้า มั่นใจตลาดปี 2014 มูลค่าตลาดโมบายล์บรอดแบนด์แตะระดับ 1.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐแน่นอน คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 450 เปอร์เซ็นต์เทียบกับมูลค่าตลาดปี 2008

อย่างไรก็ตาม ในเชิงของสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานเชื่อว่าจะไม่สูงตามไปด้วย เนื่องจากความดุเดือดของสงครามราคาในตลาด ซึ่งผู้ให้บริการแต่ละค่ายต้องแข่งขันกันครองใจผู้ใช้ในกลุ่มประเทศกำลัง พัฒนา ที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มตลาดหลักในธุรกิจโมบายล์บรอดแบนด์อนาคต

บริษัท วิจัยโอวัม (Ovum) ระบุว่า จำนวนผู้ใช้โมบายล์บรอดแบนด์บนอุปกรณ์พกพาทั้งจากโทรศัพท์มือถือและแลปท็อป คอมพิวเตอร์ จะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2,000 ล้านคนในปี 2014 เพิ่มขึ้น 1,000 เปอร์เซ็นต์จาก 181 ล้านคนในปี 2008 ซึ่งโอวัมมั่นใจว่าตลาดเอเชียแปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่ผลักดันให้ตลาดเติบโต มากที่สุด

"การเติบโตก้าวกระโดดนี้จะมาจากตลาดเกิดใหม่ (emerging market) สถานที่ที่บรอดแบนด์แบบมีสายเข้าไม่ถึงจะเป็นโอกาสสำคัญให้กับผู้เล่นในตลาด โมบายล์บรอดแบนด์" โอวัมระบุในผลการวิจัย

โอวัมยังระบุว่า เอเชียแปซิฟิกจะกินสัดส่วนตลาดโมบายล์แลปท็อปได้ 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2014 ผลจากการใช้งานที่ขยายตัวอย่างมากในประเทศจีนและอินเดีย สองประเทศที่มีประชากรหนาแน่นติดอันดับโลก

แม้ ตลาดโมบายล์แลปท็อปจะเติบโตมาก แต่โอวัมยังเชื่อว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคใช้เชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตมากกว่าแลปท็อป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปริมาณการใช้งานโทรศัพท์มือถือที่มีจำนวนสูงกว่าอย่าง ชัดเจน

เฉพาะในประเทศจีน โอวัมคาดว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือชาวจีนจะมีจำนวน 325 ล้านคนในปี 2013 สูงกว่าผู้ใช้แลปท็อปคอมพิวเตอร์ที่เชื่อว่าจะมีจำนวน 52.5 ล้านคน ทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจว่า โทรศัพท์มือถือจะเป็นอุปกรณ์หลักที่ครองตลาดโมบายล์บรอดแบนด์ในอนาคต

Nokia E63 บิสสิเนสโฟนราคาแจ๋ว



อาจเพราะสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา ทำให้โนเกียพยายามเปิดตลาดบิสเนสโฟนกลุ่มใหม่อย่าง 'Nokia E63' ที่ตัดใจหั่นราคาเหลือ 199 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 8,900 บาท) เพื่อเอาใจคนที่อยากใช้แต่งบประมาณไม่ถึง ซึ่งแม้จะตัดราคาแต่ยังคงความสามารถด้านบิสสิเนสโฟนอย่างครบครัน

จุดเด่นของเครื่องจะอยู่ที่ระบบนำทาง Gps และ คีย์บอร์ดแบบ QWERTY สำหรับใช้ในการรับส่งอีเมลซึ่งเป็นจุดขายของบิสสิเนสโฟน รวมไปถึงรูปแบบการเชื่อมต่ออย่าง WiFi 802.11b/g, Bluetooth และ USB ความสามารถทางด้านอินเทอร์เน็ต เช่น HTTP, WAP 2.0 Browser รองรับภาษา HTML, XHTML, MP, WML, CSS ซึ่งเฉพาะเบราเซอร์ของโนเกียจะรองรับ JavaScript เวอร์ชั่น 1.3 และ 1.5 ด้วย

ความน่าสนใจด้านราคา และ คีย์บอร์ด QWERTY ทำให้ E63 ดูเป็นบิสสิเนสโฟนสมบูรณ์แบบ โดยความสามารถที่ให้มาแทบไม่ต่างจาก Nokia E71 ที่ออกมาก่อนหน้านี้ในราคาเกือบ 2 หมื่นบาท ซึ่งความแตกต่างระหว่างเครื่อง 2 รุ่นนี้คือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตตัวเครื่อง และ ลดความละเอียดของกล้องจาก 3 ล้านพิกเซลลงมาเหลือ 2 ล้านพิกเซล เท่านั้นเอง

โดย E63 จะใช้ระบบปฎิบัติการ Symbian OS เวอร์ชั่น 9.1 - S60 3rd edition จอแสดงผลแบบ TFT-LCD 16.1 ล้านสี ความละเอียด 240 x 320 พิกเซล หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง 110MB รองรับการ์ดหน่วยความจำ MicroSD card สูงสุด 8 GB รองรับการเชื่อต่อ ไวเลส, บลูทูธ 2.0 และ Micro-USB ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

จะเห็นได้ว่าตอนนี้ทางโนเกียคงเตรียมรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจโดย การลดราคาสินค้าลงเพื่อให้สามารถขายได้เรื่อยๆไปก่อน ดังนั้นในอนาคตอาจจะเห็นเครื่องที่มีคุณสมบัติครบครันอย่าง N96 ออกมาในราคาไม่ถึงหมื่นก็เป็นได้

Company Relate Link :
Nokia

Nokia 5730 5330 Xpress Music และ 5030

Nokia 5730 Xpress Music

โนเกียยังคงหวังเกาะกระแส 5800 เตรียมส่งมิวสิคโฟนรุ่นใหม่อีก 2 รุ่น รวมไปถึงเครื่องราคาเบาเจาะตลาดล่าง พร้อมเปิด โนเกีย มิวสิค สโตร์ ภายใน 1 ปีครึ่ง เร่งทำตลาดกลุ่มลูกค้าไลฟ์สไตล์ที่ต้องการเสียงเพลง ทยอยวางจำหน่ายภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

Nokia 5730 Xpress Music

ถือ ว่าเป็นมิวสิคโฟนเครื่องแรกที่มาพร้อมกับคีย์บอร์ดแบบ QWERTY เพื่อเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการส่งข้อความสั้น โดยจะยังคงจุดเด่นด้านเสียงเพลงด้วยหน้าจอหลักคล้ายกับใน Nokia 5800 แต่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

เน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ เนื่องจากเครื่องรองรับการใช้งาน Flickr, Vox, Facebook, Windows Live Messenger, MySpace และ Youtube มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ แดง น้ำเงิน ชมพู และ เทา ราคาเปิดตัวของเครื่องรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 280 ยูโร (ประมาณ 12,900 บาท)

สเปกของ Nokia 5730 XpressMusic มีดังนี้

ระบบเครือข่าย : GSM 850/900/1800/1900 MHz
รองรับ : WCDMA 900/1900/2100 MHz
หน้าจอ : TFT-LCD 16 ล้านสี ขนาด 2.4 นิ้ว (240 x 320 พิกเซล)
ขนาดตัวเครื่อง : 112 x 51 x 15.4 มิลลิเมตร
น้ำหนัก : 153 กรัม
หน่วยความจำภายใน : 100 MB
หน่วยความจำภายนอก : รองรับ MicroSD สูงสุด 16 GB (มีมาให้ 8GB)
เสียงเรียกเข้า : MP3, Polyphonic
กล้องด้านหลัง : 3.2 ล้านพิกเซล เลนส์ Carl Zeiss พร้อมแฟลช
กล้องด้านหน้า : Videocall
เครื่องเล่น MP3 Player : มี พร้อมช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
วิทยุ FM Radio : มี
เชื่อมต่อ : บลูทูธ, ยูเอสบี 2.0, ไวเลส 802.11 b/g
แบตเตอรี่ : Li-Ion 1,000mAh (BL-4U)

Nokia 5330 Xpress Music

มา พร้อมกับดีไซน์ที่แปลกตาไปจากรุ่นก่อนๆของโนเกีย อาจจะนับเป็นเครื่องแรกของโนเกียเลยก็ว่าได้ที่ดีไซน์ออกมาเป็นหน้าตัด บริเวณด้านบนของเครื่อง จุดเด่นของเครื่องรุ่นนี้ ยังคงเป็นเรื่องของการใช้งานง่ายเป็นสำคัญ เนื่องจากเครื่องรุ่นนี้มาพร้อมกับ อินเตอร์เฟสการใช้งาน แบบ S40

นอกจากนี้ทางโนเกียยังเคลมไว้ว่าสามารถฟังเพลงได้ต่อเนื่องนานถึง 26 ชั่วโมง ส่วนในเรื่องของการเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ ก็ยังมีมาให้ไม่ว่าจะเป็นบริการจาก Ovi, Facebook และ MySpace โดยเครื่องรุ่นนี้จะมีด้วยกัน 2 สี คือ ดำตัดแดง และ เงินตัดฟ้า ราคาเปิดตัวอยู่ที่ประมาณ 160 ยูโร (ประมาณ 7,300 บาท)

สเปกของ Nokia 5330 XpressMusic มีดังนี้

ระบบเครือข่าย : GSM 850/900/1800/1900 MHz
รองรับ : WCDMA 850/1900/2100 MHz
หน้าจอ : TFT-LCD 16 ล้านสี ขนาด 2.4 นิ้ว (240 x 320 พิกเซล)
ขนาดตัวเครื่อง : 101 x 48 x 14 มิลลิเมตร
น้ำหนัก : 113 กรัม
หน่วยความจำภายใน : 70 MB
หน่วยความจำภายนอก : รองรับ MicroSD สูงสุด 16 GB (มีมาให้ 2GB)
เสียงเรียกเข้า : MP3, Polyphonic
กล้อง : 3.2 ล้านพิกเซล แบบออโต้โฟกัส พร้อมแฟลช
เครื่องเล่น MP3 Player : มี พร้อมช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
วิทยุ FM Radio : มี
เชื่อมต่อ : บลูทูธ, ยูเอสบี 2.0
แบตเตอรี่ : Li-Ion 1,000mAh (BL-4U)

Nokia 5030

จุด เด่นของ 5030 คือเป็นโทรศัพท์เครื่องแรกจากโนเกีย ที่สามารถใช้งานวิทยุ FM ได้โดยไม่ต้องใช้หูฟังในการรับสัญญาณ เนื่องมาจากมีการติดตั้งเสารับสัญญาณไว้ภายในตัวเครื่อง จากจุดเด่นตรงนี้เองทำให้เครื่องรุ่นนี้ มีปุ่มลัดพิเศษในการใช้งาน XpressRadio อยู่บริเวณด้านข้างของตัวเครื่อง

มองกันแล้วเครื่องรุ่นนี้ อาจจะทำออกมาเอาใจกลุ่มลูกค้าตลาดล่างที่ต้องการฟังวิทยุเป็นหลัก เนื่องมาจากทางโนเกียตั้งราคาไว้ที่ต่ำกว่า 40 ยูโร (ประมาณ 1,800 บาท) วางจำหน่ายภายในไตรมาส 2 โดยมีให้เลือกด้วยกัน 2 สีคือ ดำ และ แดง

สเปกของ Nokia 5030 มีดังนี้

ระบบเครือข่าย : GSM 850/900/1800/1900 MHz
หน้าจอ : TFT-LCD 65,000 สี ขนาด 1.8 นิ้ว (128 x 160 พิกเซล)
ขนาดตัวเครื่อง : 108 x 45 x 15 มิลลิเมตร
น้ำหนัก : 82 กรัม
หน่วยความจำ : 500 รายชื่อ 250 ข้อความสั้น
เสียงเรียกเข้า : Polyphonic
กล้อง : ไม่มี
วิทยุ FM Radio : มี
แบตเตอรี่ : Li-Ion 1,020mAh (BL-5C)

Company Relate Link :
Nokia

Review : Samsung D980 ทัชโฟน 2 ซิมที่ดูดีที่สุดในปัจจุบัน

Samsung D980 (Dual SIM)
เหมือน F480 ทุกอย่าง ทั้งรูปร่าง, หน้าตา, วัสดุ, กรอบโลหะรมดำ,
จอสัมผัสเต็มรูปแบบ (Full Touch Screen) หรือ Touchwiz,
Widget, ปุ่มกด, เมนู, แอปพลิเคชัน และการใช้งาน ต่างกัน
แค่รายละเอียดนิดหน่อย กับเพิ่มฟังก์ชันสำหรับการใช้งาน 2 ซิม
พร้อมกันเข้ามาเท่านั้น


การใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก แยกการทำงานของซิมแต่ละตัวเป็นอิสระจากกัน
การควบคุมใช้นิ้วอย่างเดียวได้เลย สไตลัสที่ให้มาแทบไม่ได้แตะ เมนูต่างๆ
เข้าใจง่าย เป็นขั้นตอน ไม่สับสน สามารถ Stand by 2 ซิมได้พร้อมๆกัน
แต่ทั้ง 2 ซิมต้องเป็นระบบ GSM เท่านั้น CDMA ไม่สามารถ เพราะฉะนั้นเหลือ
ให้เลือกอยู่ 3 ค่าย AIS, DTAC และ True จะจับคู่ AIS-DTAC, AIS-True
หรือ DTAC-True ได้ทั้งนั้น

Samsung D980 (Dual SIM)
รับสาย 2 ซิมพร้อมกันได้ หมายถึงคุยกับสายบนซิม 1 อยู่และมีสายเข้าซิม 2 (มีสัญญาณเตือน) ก็สลับสายไปรับสายซิม 2 เสร็จแล้วสลับกลับมาคุยกับซิม 1 ต่อได้ มี ข้อตินิดเดียว หน้าจอสัมผัสความรู้สึกช้าไปหน่อย ใช้น้ำหนักในการแตะมากไปนิด บางครั้งก็ต้องแช่ถึงจะรู้สึกตัว หน้าจอเล็กกว่า F480 อยู่นิดนึง ทำให้การใช้งานลำบากกว่า แต่ก็ไม่มาก และไม่รองรับ 3G อย่างไรก็ตามในกระบวนโทรศัพท์ 2 ซิมในตลาดตอนนี้ Samsung D980 ดูดีสุด ทั้งรูปร่าง หน้าตา ความสามารถ การใช้งาน และแบรนด์เนม

จุดขายเพียบ

Samsung D980 เป็นทัชโฟน 2 ซิมรุ่นแรกของค่ายซัมซุง เปิดตัวมานานมากแล้วตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว (2551) นู่น แต่เพิ่งวางตลาดเมื่อต้นปี 2552 ที่ผ่านมา พลิกไปพลิกมาแล้วก็เหมือนๆกับ Samsung F480 แตกต่างกันเล็กน้อยในรายละเอียด จุด เด่นของโทรศัพท์รุ่นนี้ค่อนข้างเยอะ ทั้งระบบ Dual SIM, จอสัมผัสเต็มรูปแบบ (Full Touch Screen), หน้าตาที่ดูหรูหราสวยงาม และกล้อง 5 ล้านพิกเซล

"Touchwiz" เทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสเต็มรูปแบบ จะเลือกใช้ซิมตัวไหนก็จิ้มเลือกเอาได้เลย
ระบบ Dual SIM ของ Samsung D980 เป็นระบบที่ฉลาดและทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก ซิมทั้งสองตัวจะแยกทำงานเป็นอิสระจากกัน โดยยังคงควบคุมและสั่งงานได้ง่ายผ่านหน้าจอทัชสกรีน จะเรียกใช้ซิมตัวไหนก็แค่แตะสัญลักษณ์ซิม 1 หรือซิม 2 ที่หน้าจอ สามารถ Stand by ได้พร้อมกันทั้งสองซิม มีรูปสัญลักษณ์แสดงความแรงของสัญญาณของซิมแต่ละตัวอย่างชัดเจน และเลิกกลัวไปได้เลยจะพลาดการรับสายในกรณีที่ใช้งานซิม 1 อยู่แล้วมีสายเข้ามาที่ซิม 2 เพราะถ้ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น โทรศัพท์จะส่งสัญญาณเตือนบอกให้เรารู้ว่ามีสายเข้า ซึ่งเราสามารถสลับไปรับสายที่เข้ามาที่ซิม 2 ได้ทันที โดยซิม 1 จะถูกพักสายเอาไว้โดยอัตโนมัติ และเมื่อคุยกับซิม 2 เสร็จ ก็สลับกลับมาคุยกับซิม 1 ต่อได้โดยที่สายไม่ตัด เหมือน Call Waiting ธรรมดา นับว่าสะดวกมากทีเดียว

ซิม 2 ตัว ไม่จำเป็นต้องค่ายเดียวกัน รองรับเฉพาะ GSM เท่านั้น CDMA ไม่เกี่ยว
การโทรออกไม่ว่าจะโทรออกจากสมุดโทรศัพท์หรือกดเบอร์เอง จะมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นบนหน้าจอให้เลือกว่าจะโทรออกด้วยซิม 1 หรือซิม 2 การใช้งาน GPRS กับ EDGE ก็เช่นกันสามารถเลือกได้ว่าจะใช้งานผ่านซิมตัวใด และในสมุดโทรศัพท์ รายชื่อที่แสดงสามารถเลือกได้ว่าจะให้แสดงเฉพาะรายชื่อที่อยู่บนซิม 1 หรือซิม 2 หรือจะแสดงหมดทั้ง 2 ซิมพร้อมกันก็ได้ โดยมีสัญลักษณ์กำกับเพื่อให้รู้ว่ามาจากซิมตัวไหน และก็ไม่จำเป็นด้วยว่าซิมที่อยู่ใน Slot 1 จะต้องเป็นซิม 1 เสมอไป อาจเป็นซิม 2 ก็ได้ เพราะเราสามารถกำหนดได้ผ่านแอปพลิเคชัน SIM Cards Management ที่จะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่เปิดเครื่อง หรือเลือกจากหมวด Settings ในภายหลังก็ได้

ที่หน้าจอมีสัญลักษณ์แสดงความแรงของสัญญาณซิมแต่ละตัวชัดเจน รวมถึงชื่อเครือข่าย
Samsung D980 ใช้เทคโนโลยีทัชสกรีนเต็มรูปแบบ (Full Touch Screen) คือใช้นิ้วควบคุมและสั่งงานทุกอย่างผ่านหน้าจอแบบสัมผัส ไม่มีปุ่มตัวเลขให้ดูรกตา เทคโนโลยีนี้เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยซัมซุงเองมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “Touchwiz“ มีกราฟิกที่สวยงาม สีสันสดใส เมนูมีขนาดใหญ่ ตัวอักษร อ่านง่าย ชัดเจน และใช้งานง่าย แม้จะมีขนาดหน้าจอที่เล็กกว่าเมื่อเทียบกับโทรศัพท์รุ่น F480 ก็เถอะ แต่ก็ยังถือว่าควบคุมและใช้งานง่ายอยู่ดี ปากกาสไตลัสที่ให้มาไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่นิดเดียว

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึงควบคู่กันไปกับ Touchwiz ก็คือ “Widget” นวัตกรรมนี้จะปรากฏให้เห็นที่หน้าจอ Stand by ด้านซ้ายมือจะมีแถบเรียกว่า Widget Bar ซึ่งทำหน้าที่คล้ายๆแถบ Quick Launch ของ Windows เราสามารถจับเอาแอปพลิเคชันที่ใช้งานบ่อยๆมาวางไว้ได้ และเรียกใช้ได้ง่ายด้วยการจับลากมาวางเอาไว้บนหน้าจอหลัก แค่นี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

กล้อง 5 ล้านพิกเซล เจ๋งสุดในกระบวนโทรศัพท์ 2 ซิม
กล้องที่ติดมากับ Samsung D980 เป็นกล้องที่มีความละเอียดถึง 5 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชแบบ LED ขนาดรูปสูงสุด 2560 x 1920 พิกเซล มีออปชันให้เลือกตั้งค่าการทำงานมากมาย อาทิ โหมดการถ่ายภาพ, ความละเอียดรูป, มาโคร, การทำงานของแฟลช, ตั้งเวลาถ่าย, ระบบตรวจจับใบหน้าอัตโนมัติ, เอฟเฟกต์, สมดุลแสงสีขาว, คุณภาพของภาพ, ISO, ระบบวัดแสง, ระบบป้องกันมือสั่น และอื่นๆ

ออปชั่นสำหรับการถ่ายภาพนิ่ง
คุณภาพของภาพในสภาพแสงปกติจัดอยู่ในขั้นดีมาก ความคมชัดสูง ความละเอียดสูง รายละเอียดชัดเจน สีออกโทนธรรมชาติ ไม่ฉูดฉาด ตรงนี้บางคนอาจไม่ชอบ ระบบวัดแสงที่มีให้เลือกทั้งแบบเฉลี่ยและเฉพาะจุด ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ชัดเจนในแทบจะทุกโอกาสที่ต้องการ แต่สำหรับในที่แสงน้อยแล้ว ถือว่ายังไม่ผ่าน เพราะมีนอยซ์เกิดขึ้นเยอะ และถ้าใช้แฟลชช่วย แสงจะฟุ้ง ไม่สมดุล แถมสียังเพี้ยนด้วย เหมือน F480

ไปยังไงมายังไง อยู่ๆคนไทยฮิตดูทีวีบนมือถือ(TV Mobile)

บริษัทวิจัยตลาดซินโนเวต-แพ็กซ์ (Synovate-Pax) สำรวจผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 10,000 คน ใน 7 ประเทศทั่วเอเชียพบว่า เศรษฐีไทยมีสัดส่วนการใช้มือถือดูรายการทีวีสูงที่สุด นำหน้าไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์ รวมทั้งในบางประเทศ ผลสำรวจนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะค่ายโทรศัพท์มือถือดูทีวีได้ในประเทศไทย บอกว่าโทรศัพท์ทีวีพกพาลักษณะนี้ขายดิบขายดีจริงๆ

ที่น่าแปลกใจกลับกลายเป็นว่า ทำไมคนไทยจึงฮิตดูทีวีผ่านโทรศัพท์มือถือ

“ก่อนนี้รายการทีวีช่วงกลางวันไม่ดี ไม่มีคนดู คนเลยฟังแต่ FM ตอนนั้นทีวีพกพายังมีแต่ Family และการดูทีวีระหว่างเดินทางก็ยังไม่บูม” ฑิตพล จันทรอุไร Product Manager บริษัท สามารถ ไอโมบาย จำกัด ผู้จำหน่ายโทรศัพท์มือถือเฮาส์แบรนด์ติดทีวีจูนเนอร์รายใหญ่ของไทยกล่าว " การสำรวจในอดีตพบว่าผู้ชมอนาล็อคทีวีไม่เน้นการเห็นภาพชัด ขอแค่มีเสียงก็พอ โดยผู้ชมทำใจว่าหากทีวีมีการเคลื่อนที่ก็ไม่สามารถชมภาพได้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา รายการข่าวบางรายการมีการกระจายสัญญาณผ่านระบบวิทยุขณะที่รายการทีวีทั่วไป ยังไม่มี ผู้ชมจึงพลาดการฟังทั้งละครและรายการความบันเทิงอื่นๆ"

ความต้องการที่มีอยู่ บวกกับการเมืองและเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงมีส่วนทำให้คนไทยไม่ต้องการพลาด ข้อมูลข่าวสารแม้ระหว่างการเดินทาง ส่งให้การชมรายการทีวีบนโทรศัพท์มือถือได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทันตาเห็น

“กระแส บ้านเมืองมีผลเยอะ รายการข่าวเรตติ้งดีมาก ช่วงเวลาไพรมไทม์ของรายการทีวีตอนนี้เปลี่ยนมาเริ่มตั้งแต่ 5-6 โมง หลังเลิกงาน จากก่อนนี้เริ่มที่หนึ่งทุ่ม” นายฑัศ เชาวนเสถียร ซีอีโอบริษัท ไวร์เลส แอดวานซ์ ซิสเต็ม จำกัด ผู้นำเข้าโทรศัพท์มือถือแบรนด์ G-NET ซึ่งมีส่วนแบ่งไม่น้อยในตลาดมือถือติดจูนเนอร์ทีวีไทย กล่าวยืนยัน

นับวันยิ่งโต

“3 ปีที่แล้วทีวีบนโทรศัพท์มือถือเริ่มมีในตลาด ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแต่ไม่มาก ตอนนั้นคนดูรายการทีวีตอนกลางวันเริ่มดี รายการดีขึ้น แต่โทรศัพท์มือถือติดทีวียังติดข้อจำกัด 2 ส่วน หนึ่งคือเสาสัญญาณที่ยังไม่มีใครออกแบบให้ฝังติดภายในโทรศัพท์ แต่แยกเป็นเสาออกนอกเครื่องและผู้ใช้ยังต้องยืดเสาขนาดใหญ่และยาวออกมา ไม่สะดวกต่อการใช้งาน สองคือประสิทธิภาพของชิปเซ็ตยังต่ำ รับสัญญาณไม่มั่นคง จับภาพได้แต่ถ้ามีการเคลื่อนที่ภาพก็ล้ม ยังไม่มีระบบล็อคสัญญาณแบบปัจจุบัน ต่างจังหวัดยังดูไม่ได้ แต่รุ่นใหม่พัฒนาให้สามารถดูได้แล้ว” ฑิตพลเล่า

ทีวีโมบายล์ในปัจจุบันนั้นแบ่งออกเป็น 2 ระบบ ได้แก่อนาล็อคและดิจิตอล ฑัศ เจ้าพ่อจีเน็ตอธิบายว่าอนาล็อคทีวีนั้นต้องตั้งเสาเพื่อใช้ในการกระจายและ รับสัญญาณ มีข้อเสียที่การดีเลย์ ขณะที่ดิจิตอลทีวีสามารถกระจายสัญญาณผ่านดาวเทียม มีให้บริการแล้วในรถยนต์แต่ราคายังแพง ขณะที่การดูทีวีผ่านเครือข่ายข้อมูลไร้สาย GPRS ยังไม่เสถียร ภาพกระตุกเมื่อมีทราฟฟิกมาก

จี เน็ตมองว่าอนาล็อคทีวียังมีอนาคตอีกยาวไกล ฝ่ายวิจัยของจีเน็ตจึงพัฒนาชิป TV Intelligence ให้สามารถรองรับได้ทั้งอนาล็อคและดิจิตอล มองว่าสามารถทำตลาดในแอฟริกาและชุมชนห่างไกลได้

“เราวิจัยมา 3 ปี มองว่าอนาล็อคยังมีอนาคต ชาวบ้านไม่มีเงินจ่ายแพงๆแน่ เราเลยพยายามพัฒนาชิปอนาล็อกที่มีคุณภาพ ไม่ใช่กระจอก ชิป TV Intelligence ถูกวิจัยให้รองรับเสาสัญญาณใน 47 จังหวัดของประเทศไทย เป็นตัวเลขที่เพียงพอแล้วสำหรับจำหน่ายในประเทศ สามารถชมภาพในกรุงเทพชัดที่สุด ชัดว่าทีวีที่บ้านอีก เราทำชิปเพื่อจำหน่ายให้ผู้ผลิตรายอื่นด้วย เน้นรองรับเครือข่ายสัญญาณโทรฑัศน์ในประเทศเครือจักรภพ เช่นอินโดนีเซีย ซึ่งหากเป็นเครือข่ายประเทศอื่นอย่างไต้หวัน ก็จะไม่สามารถชมได้ชัดเพราะเป็นการกระจายสัญญาณคนละระบบ”

ความ เห็นนี้สอดคล้องกับฑิตพล โดยฑิตพลบอกว่าดิจิตอลทีวีจะเข้าสู่ประเทศไทยในอนาคตก็จริง แต่ต้องใช้เวลาอีกนาน โดยมั่นใจว่าระบบดิจิตอลทีวีจะยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่ระบบอนาล็อคได้ใน 2-3 ปีนี้ เนื่องจากผู้ให้บริการจะต้องใช้ใบอนุญาตในการให้บริการ ซึ่งยังต้องมีการหารือต่อเนื่องในอนาคต

“เชื่อว่าประชากรโลก 2 ใน 3 จะไม่ได้เห็นดิจิตอลทีวีง่ายๆ เราคงไม่สามารถคลุมได้ทั้งหมดแต่คิดว่าในอนาคตยอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือดู ทีวีของจีเน็ตจะเพิ่มเป็นหลักล้านเครื่องต่อเดือน เชื่อว่ารากหญ้าจะช่วยผลักดันตลาดอย่างมาก” ฑัศบอก “ดิจิตอลทีวีทำให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบได้ ผู้ให้บริการจะสามารถจัดกิจกรรมให้ผู้ชมร่วมสนุกในรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่ง ขึ้น”

“ผู้ ผลิตระดับโลกอย่างโนเกีย ซัมซุง หรือโซนีอิริกสันนั้นไม่ทำอนาล็อคทีวี แต่ทำระบบดิจิตอลทีวีล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ตรงนี้ไอโมบายมองว่าเป็นโอกาส ฐานตลาดมีแล้วเราเลยมุ่งที่อนาล็อคทีวีมาป้อนตลาด ฐานตลาดเราคือคนที่ฟังวิทยุ FM ทั้งหมด” ฑิตพลมั่นใจ

TV จะแทนที่ FM ?

“ตอนนี้ไอโมบายพัฒนาให้ความสามารถในการล็อคภาพ การชมทีวีเคลื่อนที่ในต่างจังหวัดทำได้แล้ว เราทำออโตพรีเซ็ตให้เลยซึ่งถ้าไปต่างจังหวัดระบบจะหาคลื่นให้โดยที่ผู้ใช้ ไม่ต้องจูนเอง เหลือเพียงทำให้ราคาไม่แตกต่างจากโทรศัพท์ที่ไม่มีทีวี ถ้าทำได้ก็ดี คือทำให้ผู้ใช้ได้โทรศัพท์มือถือที่มีทั้งทีวีและ FM ในราคาที่ไม่ต่าง ตอนนี้ถ้าเป็นมือถือไอโมบายรุ่นมีกล้องดิจิตอล 3 ล้านพิกเซล ไม่มีทีวีจะอยู่ที่ 4,900 บาท แต่ถ้ามีทีวีราคา 5,900 บาท ยังต่างกันอยู่ประมาณ 1,000 บาท”


ฑิตพลยอมรับว่าเรื่องเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อยอดขายโทรศัพท์มือถือแน่ นอน จึงเตรียมแผนรักษาความต้องการในตลาดให้ได้อย่างเดิม จุดขายยังวางไว้ที่ราคาที่ลูกค้าทุกกลุ่มซื้อได้ มีการแบ่งเซกเมนท์โทรศัพท์ด้วยรุ่น และทำให้ฟังก์ชันดูทีวีเป็นฟังก์ชันพื้นฐานเหมือนวิทยุ FM ในโทรศัพท์มือถือ

“ไม่มีการสำรวจยอดขายโทรศัพท์มือถือดูทีวีของไอโมบายทั้งหมด แต่เฉพาะรุ่น 626 วางจำหน่ายในเดือนกรกฏาคม ปีที่ผ่านมานั้นมียอดขายราว 30,000 เครื่องต่อเดือน“ ฑิตพลกล่าวโดยเสริมว่า ไอโมบายมีแนวคิดว่าฟังก์ชั่นทีวีสำคัญกว่าอินเทอร์เน็ต ซึ่งที่ผ่านมาไอโมบายออกสมาร์ทโฟนที่สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้แล้ว แต่มองว่าเป็นช่องทางในการใช้งานแบบฉุกเฉิน และชั่วคราวเท่านั้น

ด้าน จีเน็ต ฑัศบอกว่าเริ่มจำหน่ายโทรศัพท์มือถือไม่นาน แต่การเติบโตเฉลี่ยเป็นตัวเลขสองหลักหรือดับเบิลดิจิต “ช่วงแรกจำหน่ายได้หลักพันเครื่อง จากนั้นเพิ่มมาเป็นหลักหมื่น อนาคตเชื่อว่าจะเป็นหลักแสน”

ฑิตพลเชื่อว่ายอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือดูทีวีในปี 2009 จะมียอดไม่ต่ำกว่า 2 ล้านเครื่อง วิธีการชิงเค้กคือหาวิธีที่ทำให้ลูกค้าทุกกลุ่มซื้อได้ ขณะที่ฑัศมองว่าอีก 2 ปีข้างหน้า ยอดใช้โทรศัพท์มือถือดูทีวีจะกินสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโทรศัพท์มือถือรวมทั้งหมดในแต่ละปี ซึ่งสถิติปีนี้อยู่ที่ 8 ล้านเครื่อง คิดว่าน่าจะอยู่ที่ 2 ล้านเครื่อง

อนาคตต้องทนทาน

“แนวทางพัฒนาโทรศัพท์มือถือในอนาคตของไอโมบายคือการพัฒนาให้เครื่อง มีขนาดไม่ใหญ่ ซึ่งเห็นได้จากโทรศัพท์มือถือดูทีวีที่เข้ามาทางจีนจะมีขนาดใหญ่ และคุณภาพไม่ทนทาน ขณะเดียวกันก็มีปัญหาปุ่มไม่เป็นมาตรฐาน ใช้งานไม่สะดวก ซึ่งจุดนี้ไอโมบายมองว่าปุ่มควบคุมต่างๆจะยังเป็นแบบเดิมต่อไป” ฑิตพลกล่าว โดยบอกว่าไอโมบายมีแผนทำโทรศัพท์มือถือทัชสกรีนด้วย เชื่อว่าจะสามารถแข่งขันกับโนเกียได้

“ตอน นี้เราไปเปิดตลาดโทรศัพท์มือถือดูทีวีในอินโดนีเซียและเวียดนาม เป้าหมายในปีหน้าคือต้องเหนือกว่าแบรนด์อื่น คุณภาพต้องเทียบเท่าผู้ผลิตระดับโลก เราจะเลือกโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานเหมือนกับผู้ผลิตเหล่านั้น ทั้งส่วนประกอบอย่างจอภาพ ระบบความบันเทิง หรือระบบเสียงจะต้องเลือกแบบที่ดีที่สุด ถ้าบ้านเรามีโอกาสไปดิจิตอลทีวีไอโมบายก็อยากทำ ซึ่งเราเตรียมความพร้อมเรื่องระบบหรือชิตเซ็ตไว้แล้ว”

ขณะที่จีเน็ตจะพัฒนาให้โทรศัพท์มือถือดูทีวีสามารถอัดรายการทีวีได้ ในคุณภาพ MPEG4 โดยฑัศบอกว่าจะพัฒนาให้สามารถใช้งานเสาสัญญาณในตัวเครื่อง ตอนนี้ทำสำเร็จและวางจำหน่ายแล้ว

“ประโยชน์จะไม่ได้จำกัดเฉพาะในฟังก์ชันทีวีเท่านั้น แต่จะทำให้ผู้ใช้เปิดวิทยุ FM โดยไม่ต้องมีสมอลทอล์กด้วย”

5 สิ่งที่สุดของโทรศัพท์มือถือในรอบปี (2008)

5 สิ่งที่สุดของโทรศัพท์มือถือในรอบปี (2008) มาให้ชมกันแบบขำขำรับศักราชใหม่ ว่าแล้วไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรกันบ้าง



ฟังก์ชันการใช้งานครบและคุ้มที่สุด

ในกระบวนพีดีเอโฟนระดับหมื่นต้นๆ ไม่มีรุ่นไหนที่ใช้โปรเซสเซอร์ความเร็ว 400 MHz ยกเว้น "sense 80" ของบริษัท สามารถ โมบาย เซอร์วิสเซส จำกัด ที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งรันบน Windows Mobile 6.1 มี GPS พร้อมแผนที่และระบบนำทางด้วยเสียงภาษาไทย การเชื่อมต่อครบครันทั้ง Wi-Fi 802.11 b/g, EDGE, GPRS, Bluetooth มีวิทยุให้ฟัง มีกล้อง 2 ล้านพิกเซลไว้ใช้ถ่ายรูปและวีดีโอ รองรับไฟล์มัลติมีเดียเกือบทุกชนิด มีการ์ด Micro SD 2 GB มาให้ พ่วงด้วยคอนเทนต์ต่างๆ มากมาย เรียกได้ว่าฟังก์ชันที่ให้มาครบครันในราคาที่สามารถจับต้องได้ไม่ยาก ทีมงานจึงยกให้ "Sense 80" เป็นโทรศัพท์มือถือฟังก์ชันการใช้งานครบและคุ้มที่สุด


กล้องความละเอียดสูงที่สุด

ต่อมาเป็นเรื่องที่ทุกคนใช้พินิจพิจารณารองลงมาเมื่อต้องการเลือกจับ จองโทรศัพท์มือถือมาเป็นเจ้าของสักเครื่องหนึ่ง นั่ คือเรื่องของกล้องถ่ายภาพ ซึงทีมงานยกให้ "Sony Ericsson รุ่น C905" เป็นโทรศัพท์มือถือที่พกความความละเอียดของกล้องติดตัวมามากที่สุด โดยมีความละเอียดที่ระดับ 8.1 ล้านพิกเซล เฉือนคู่แข่งอย่าง "Samsung GT-i8510 InnoV8" (InnoV8) ที่ออกมาก่อนหน้าไม่นานนักอย่างเฉียดฉิว ซึ่งความละเอียดกล้องของ "InnoV8" นั้นอยู่ที่ระดับ 8 ล้านพิกเซล



เสียงดีที่สุด

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าแห่งเสียงเพลงที่ครองใจคนทั่วโลกตั้งแต่เริ่ม ปรากฏโฉมครั้งแรก จนถึง ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีใครสามารถเกทับหรือล้มเครื่องเล่นเพลงอย่างไอพ็อดลงได้ แต่การนำไอพอดมาย่อใส่ลงใน "iPhone 3G" แม้คุณภาพของเสียงจะลดลง แต่ก็ทำให้โทรศัพท์มือถือตัวนี้ดูเด่นขึ้น โดยเฉพาะด้านมัลติมิเดีย ทีมงานจึงยก "iPhone 3G" ให้เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีเสียงและระบบมัลติมีเดียที่ดีที่สุดในปี 2008



หน้าจอใหญ่ที่สุด


ขึ้นชื่อว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่สั่งงานผ่านทางหน้าจอ (Touch Screen) แล้ว สิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องหน้าจอ ซึ่งโดยปกติขนาดของหน้าจอจะเริ่มต้นที่ 2.8 นิ้ว 240x320 พิกเซล แบบ QVGA หรือ 480x640 พิกเซล VGA แต่ที่ทางทีมงานจะยกให้เป็นโทรศัพท์มือถือที่มีหน้าจอที่ใหญ่ที่สุด เห็นจะเป็นโทรศัพท์มือถือระดับไฮ-เอนด์ ของเอชทีซีรุ่น "Touch HD" ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 3.8 นิ้ว 480x800 พิกเซล แบบ WVGA ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ไปโดยปริยาย



แบตฯอึดที่สุด

ขึ้นชื่อว่าเป็นโทรศัพท์มือถือแบรนด์ฟิลิปส์แล้ว หากพูดถึงเรื่องการใช้งานของแบตเตอรี่ เชื่อว่าผู้ที่เคยลองใช้งานมาต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าแบตฯของฟิลิปส์อึด ที่สุด ซึ่งรุ่นที่ทางทีมงานยกขึ้นมาเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ เอง คือรุ่น "Xenium 9@9q" โดยข้อมูลของทางฟิลิปส์ได้ให้รายละเอียดไว้ว่า โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ใช้แบตเตอรี่แบบ Li-on 890 mAh การันตีเวลาในการสแตนบายนานสูงสุดถึง 1 เดือน สามารถเล่นเพลงได้นาน 22 ชั่วโมง และสนทนาต่อเนื่องสูงสุด 8 ชั่วโมง

เป็น อย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ 5 ที่สุดของโทรศัพท์มือถือที่ทีมงานได้ยกมาให้ชมกัน ขอย้ำนะครับขอให้อ่านขำขำอย่าซีเรียสครับ ถ้าขำไม่ออกก็ขอให้ยิ้มสู้เข้าไว้ครับ :) สุดท้ายขอเตือนแฟนไซเบอร์ บิซสักนิดว่า ขอให้เที่ยวกันแบบออมแรง เก็บแรงไว้สำหรับการกลับมาเริ่มต้นทำงานหลังปีใหม่ด้วยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าทีมงานไม่เตือนนะจะบอกให้

ที่มา:http://www.manager.co.th/telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9510000153032

สัมผัสที่สุดประสบการณ์การเดินทางกับระบบนำทางบนโทรศัพท์มือถือโนเกียฟรี

ข่าวดี สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโนเกียรุ่นที่รองรับการใช้งาน GPS และชื่นชอบการเดินทางไม่ว่าใกล้หรือไกล เพราะวันนี้โนเกียมอบสิทธิพิเศษให้คุณทดลองใช้ระบบนำทางฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ง่ายๆ เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์โนเกีย www.nokia.co.th/maps/trail

จากนั้นระบุเบอร์โทรศัพท์มือถือของคุณลงในช่องว่างที่กำหนดแล้วกดส่ง จากนั้นระบบจะทำการส่งรหัสใบอนุญาตระบบนำทาง (navigation license Code) ไปยังโทรศัพท์มือถือของคุณทันที แล้วทำการป้อนรหัสที่ได้รับตามนี้ เปิดการใช้งานแผนที่โนเกีย >ตัวเลือก >พิเศษ >ใบอนุญาตของฉัน >ตัวเลือก >ป้อนรหัสใบอนุญาตเท่านี้คุณก็เริ่มใช้งานระบบนำทางจากมือถือได้ทันที แล้วคุณจะค้นพบว่าการเดินทางคนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไปถ้ามีผู้ ช่วยที่ทั้งรู้ทาง และรู้ใจอย่างแผนที่และระบบนำทางจากโทรศัพท์มือถือโนเกีย


สัมผัสที่สุดประสบการณ์การเดินทางกับระบบนำทางบนโทรศัพท์มือถือโนเกียฟรี


ทั้งนี้ระบบนำทางบนโทรศัพท์มือถือนั้นมีทั้งแบบ walk mode และ Drive mode เพื่อรองรับรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายของคุณ โดยรูปแบบสำหรับการเดินเท้าหรือ walk mode นั้นสามารถแสดงเส้นทางเดินเท้าแบบละเอียดทุกเส้นทางแยก ด้วยระบบพิกัดตำแหน่งแบบแอดวานซ์ คุณสามารถเดินตัดเข้าทางลัดหรือไปถึงป้ายรถประจำทางที่มีเครื่องหมายบอกไว้ ได้อย่างชัดเจน ส่วนรูปแบบสำหรับการขับขี่หรือ drive mode จะแสดงให้คุณเห็นภาพเส้นทางข้างหน้าได้อย่างชัดเจนในขณะขับรถด้วยระบบนำทาง ที่บอกเส้นทางด้วยภาพและเสียงประกอบในทุกๆ ทางแยก และการประมวลผลเส้นทางพร้อมคำนวนเส้นทางที่จะช่วยให้คุณถึงจุดหมายได้อย่าง ตรงเวลา

รายละเอียด : http://www.nokia.co.th/maps/trail

QuickPwn 2.2 และ PwnageTool 2.2.1 สำหรับ Jailbreak เฟิร์มแวร์ iPhone 2.2 ออกแล้ว!

หลังจากผ่านไปเพียง 2 วันที่แอปเปิลเปิดให้อัพเดตเฟิร์มแวร์ 2.2 สำหรับ iPhone ทาง Dev-team ก็ปล่อย QuickPwn 2.2 และ PwnageTool 2.2.1 สำหรับ Jailbreak เฟิร์มแวร์ iPhone 2.2 ตามมาอย่างรวดเร็ว แฟนๆ iPhone ตามไปดูรายละเอียดสำคัญที่ห้ามพลาดกันได้ครับ

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ใช้ iPhone 3G ที่เครื่องไม่ได้ล็อค คือ ห้ามใช้ QuickPwn และห้ามอัพเตดจาก iTunes เด็ดขาด!!!
เพราะเบสแบนด์จะเปลี่ยน และทำให้คุณไม่สามารถใช้งานในส่วนของโทรศัพท์ได้ และซิมอันล็อคต่างๆ ก็อาจจะไม่สามารถช่วยได้

สำหรับ ผู้ที่ใช้ iPhone 3G เครื่องที่ไม่ล็อค ทาง Dev-Team แจ้งว่า คุณสามารถอัพเดตเฟิร์มแวร์ 2.2 จาก iTunes และใช้ QuickPwn ในการ Pwn และ Jailbreak ได้

โดยยังคงมี Cydia และ Installer ให้ใช้งานได้ตามปกติ

สำหรับ ผู้ที่ใช้ iPhone 3G เครื่องที่ล็อค ในการจะอัพเดตและใช้งานโทรศัพท์ได้นั้น วิธีที่ทำได้ในตอนนี้คือการใช้เฟิร์มแวร์ที่ได้รับการปรับแต่งมาแล้ว หรือ

Custom Firmware ซึ่งทำได้ด้วยการนำเฟิร์มแวร์จาก Apple มาปรับแต่งผ่านโปรแกรม PwnageTool. เฟิร์มแวร์นี้จะไม่มีการอัพเดตเบสแบนด์ ทำให้คุณอัพเด

ตและโทรใช้งานได้ตามปกติ
ข้อ ดีคือ คุณได้ใช้คุณสมบัติใหม่ในเฟิร์มแวร์ 2.2 สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ และด้วยเบสแบนด์เก่าที่ไม่เปลี่ยนแปลง คุณมีโอกาสที่จะปลดล็อคได้ในอนาคต

ซึ่ง Dev-Team บอกว่าใกล้จะทำได้แล้ว

สำหรับ ผู้ที่ใช้ iPhone รุ่นแรก ที่ปลดล็อคมาแล้ว คุณสามารถอัพเดตเฟิร์มแวร์ผ่าน iTunes ได้ทันที เพราะเบสแบนด์ไม่เปลี่ยน คุณจึงสามารถโทรได้ และใช้งาน

Cydia และ Installer ได้ตามปกติ
สำหรับ iPod touch รุ่นแรก
คุณสามารถอัพเดตเฟิร์มแวร์ผ่าน iTunes ได้ทันที
สำหรับ iPod touch รุ่นที่สอง ยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้





คุณสามารถดาวน์โหลดเครื่องมือต่างๆ ได้ที่
Mac PwnageTool
http://www.stealthyhosting.com/download/PwnageTool_2.2.1.dmg

Mac QuickPwn


Windows QuickPwn

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://blog.iphone-dev.org/

มาสมัครแอคเคาท์ iTunes เพื่อโหลดโปรแกรมฟรีกันเถอะ

ขั้นตอนง่ายๆ ที่จะทำให้คุณมีแอคเคาท์ iTunes Store ในการดาวน์โหลดโปรแกรมฟรี และซื้อโปรแกรมสำหรับ iPhone หรือ iPod touch หรือซื้อเพลง ภาพยนตร์ รายการทีวี หรือเช่าหนังแบบออนไลน์ ง่ายๆ จากคอมพิวเตอร์ของคุณ

true move เปิดหน้าเว็บไซต์เตรียมไว้สำหรับ iPhone 3G แล้ว

หลังจากที่มีข่าวยืนยันมาจาก True Move ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงการเป็นตัวแทนจำหน่าย iPhone 3G ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ล่าสุด True Move เปิดหน้าเว็บเพจเตรียมเอาไว้แล้ว

ข้อความมีเพียง iPhone 3G The iPhone you've been waiting for. Coming soon และปิด เข้าหน้าหลัก แต่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ

คุณสามารถเปิดเข้าไปดูได้ที่ http://www.truemove.com/iphone/

คุณสมบัติ 10 ข้อที่ควรพิจารณาซื้อโทรศัพท์มือถือ

คุณสมบัติ 10 ข้อที่ควรพิจารณา

1. จอแสดงผลด้านหน้า/แสดงเบอร์โทรเข้า: สำหรับโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับ จอแสดงผลด้านหน้าจะช่วยให้คุณรู้ว่าใครโทรเข้า ก่อนที่คุณจะเปิดฝาเพื่อรับสาย

2. สมุดโทรศัพท์ และโทรออกด้วยเสีย: พิจารณา ถึงจำนวนรายชื่อที่คุณสามารถบันทึก รวมทั้งฟังก์ชันโทรออกด้วยเสียงที่จะช่วยให้คุณโทรออกได้โดยไม่ต้องกดเบอร์ ซึ่งจะสะดวกมากเมื่อใช้ร่วมกับสมอล์ทอล์ค หรือบลูทูธ

3. เบาร์เซอร:์ เบาร์เซอร์ ที่จะปลดปล่อยคุณสู่โลกของเว็บไร้สาย ถ้าโทรศัพท์มือถือของคุณสามารถใช้เบาร์เซอร์ WAP (Wireless Access Protocal) คุณจะสามารถท่องเว็บได้บนโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ

4. ส่งข้อความ sms หรือ e-mail: คุณ สามารถติดต่อหาเพื่อนของคุณ ส่งข้อความ ฝากความคิดถึงโดยไม่ต้องโทรศัพท์หา คุณควรจะพิจารณาถึงจำนวนข้อความที่คุณสามารถบันทึกในตัวเครื่อง และถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดต่อผ่านทาง e-mail คุณจะต้องดูคุณสมบัติของโทรศัพท์มือถือว่ารองรับการรับส่ง e-mail หรือไม่

5. กล้องถ่ายรูป, กล้องบันทึกวีดีโอ, และฟังกชันส่งรูปภาพ: ใช้ สำหรับถ่ายรูป, บันทึกไฟล์วีดีโอสั้นๆ, และแบ่งปันภาพดีๆ ร่วมกับผู้อื่น หากคุณอยากบันทึกความทรงจำดีๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ ลองมองหาโทรศัพท์ที่มีความละเอียดมากกว่าล้านสีนะคะ

6. สปีกเกอร์โฟน (Speakerphone)/ประชุมหลายสาย: สปีก เกอร์โฟน หรือลำโพงสามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น สนทนาขณะเขียนหนังสือ หรือใช้งานคอมพิวเตอร์ คุณอาจจะฟังคู่สนทนาพร้อมกับเพือนของคุณก็ยังได้ และสำหรับนักธุรกิจ คุณอาจต้องการลำโพง พร้อมทั้งฟังก์ชันประชุมหลายสาย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถจัดประชุมขณะเดินทางได้ ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนก็ตาม

7. Push to talk: ซึ่ง ก็เป็นบริการที่เหมือนกับ walkie-talkie นั่นเอง บริการนี้จะช่วยให้คุณสามารถสนทนากับเพื่อนคุณทั้งแบบสองต่อสอง หรือเป็นกลุ่มได้ ถึงแม้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ก็ตาม ซึ่งบริการนี้คงมีประโยชน์มากเลย สำหรับนักธุรกิจที่ต้องเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานเป็นประจำ เสียดายอย่างเดียวที่ตอนนี้ผู้ให้บริการระบบของไทยยังไม่เปิดให้บริการนี้ แต่คงมาเร็วๆ นี้พร้อมกับ 3G แน่

8. บลูทูธ และอินฟราเรด: ทั้ง บลูทูธ และอินฟราเรดจะช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกโดยไม่ต้องใช้สายเชื่อม ต่อใดๆ เลย โทรศัพท์มือถือที่มีพอร์ตเชื่อมต่อินฟราเรดจะช่วยให้คุณส่งถ่ายข้อมูลกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ PDAs ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งพอร์ตบลูทูธที่จะทำให้คุณสนทนาผ่านหูฟังบลูทูธได้

9. ฟังก์ชันมัลติมีเดีย: คุณสมบัติ โทรศัพท์มือถืออีกอย่างหนึ่งที่คนส่วนมากจะมองหาก่อนซื้อก็คือฟังก์ชันในการ เล่นเพลงต่างๆ ซึ่งมีทั้ง MP3, วิทยุ FM รวมทั้งเสียงเรียกเข้าด้วย

10. อุปกรณ์เสริม และฟังก์ชันดาวน์โหลด: คุณ จะตกแต่งโทรศัพท์ของคุณได้อย่างไรอีกล่ะ หรือมีบางอย่างที่ขาดไปไหม? ดูให้แน่ใจว่าโทรศัพท์มือถือของคุณรองรับการเพิ่มอุปกรณ์เสริมรูปแบบต่างๆ ที่คุณต้องการ หรือถ้าโทรศัพท์มือถือของคุณไม่มีเกมส์ หรือแอพพลิเคชั่นที่ทันสมัยล่ะก็ คูจะดาวน์โหลดได้หรือเปล่าเนี่ย? ก่อนหน้า (จะเลือกโทรศัพท์มือถืออย่างไรดี)

จะเลือกโทรศัพท์มือถืออย่างไรดี

ในการเลือกโทรศัพท์มือถือให้ถูกใจสักเครื่องจะเห็นว่าความเป็นตัวคุณ ลักษณะนิสัย มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความต้องการในการใช้งานเลย ปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องที่มีคุณสมบัติ หรือฟังก์ชั่นให้เล่นมากมาย ดีไซน์นำสมัย จนถึงเครื่องที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม คุณก็สามารถเลือกโทรศัพท์ได้ตามสไตล์ของคุณเอง ที่จะทำให้คุณรู้สึกดีที่จะพกพามันไปทุกที่ และเนื่องจากมีหลายปัจจัยที่จะต้องพิจารณา เราทำให้คุณสามารถเลือกโทรศัพท์โดยดูจาก 3 สิ่งนี้ : ดีไซน์, คุณสมบัติ, และประสิทธิภาพ

ดีไซน์์ :
คุณสามารถเลือกโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับ (flip style) หรือสไตล์ลูกกวาด (candy bar-style) ตามที่คุณต้องการ โทรศัพท์มือถือแบบฝาพับจะเหมาะมากถ้าคุณมักจะเก็บโทรศัพท์มือถือของคุณไว้ใน กระเป๋าถือ เพราะว่าจากรูปแบบ มันจะช่วยป้องกันการกดไปโดนปุ่มต่างๆ หรือการโทรออกอัตโนมัติ ส่วนสำหรับโทรศัพท์สไตล์ลูกกวาดจะค่อนข้างคงทน และง่ายต่อการใช้งาน
สำหรับโทรศัพท์มือถือแบบสไลด์ และหัวต่อหมุน (slider and swivel phone) ปัจจุบันก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อคุณจะตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือ คุณอาจลองถือโทรศัพท์รุ่นที่คุณต้องการ และทดลองแนบกับหูของคุณดู เพื่อคุณจะได้ลองว่า คุณรู้สึกเยี่ยมจริงๆ ที่ใช้มัน
โดยปกติแล้ว ในเรื่องของดีไซด์จะรวมถึงขนาดของโทรศัพท์ และการจัดวางปุ่ม เมนูหน้าจอ ขนาดตัวหนังสือ สี และขนาดของหน้าจอ ถ้ามือของคุณค่อนข้างใหญ่ คุณควรจะแน่ใจว่าปุ่มต่างๆ มีขนาดใหญ่พอที่คุณจะกดได้สะดวก และแม้ว่าโทรศัพท์มือถือที่มีหน้าจอสีในตอนนี้จะมีมากกว่าหน้าจอแบบขาว-ดำ มาก คุณก็ยังต้องดูถึงความละเอียดสีที่โทรศัพท์สามารถรองรับได้ด้วย สำหรับเรื่องขนาดตัวหนังสือคงเป็นเรื่องสำคัญที่เดียวสำหรับหลายๆ คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา
ท้ายสุด อย่างลืมว่าคุณจะต้องพกพาโทรศัพท์ของคุณไปทุกที่ ดังนั้นคุณควรจะเลือกรูปแบบที่ดูน่าสนใจ และง่ายต่อการใช้งาน เลือกสี และรูปทรงที่คุณจะรู้สึกดีเมื่อต้องถือมันไว้กับตัว และเนื่องจากโทรศัพท์มือถือบางตัวจะคงทนกว่ารุ่นอื่น คุณคงจะต้องหาโทรศัพท์ที่เข้ากับกิจกรรมประจำวันของคุณจริงๆด้วย

คุณสมบัติ :
ถ้าคุณคิดว่าการเลือกโทรศัพท์มีอถือโดยดูจากดึไซน์นี่เป็นเรื่อง ยากอย่างยิ่ง เราาบอกได้เลยว่าการเลือกดูที่คุณสมบัติของโทรศัพท์มือถือแทนน่ะไม่ง่ายเลย คุณสมบัติของโทรศัพท์มือถือมีมากมาย ดังนั้นคุณจะต้องพิจารณาแต่ละประเด็นอย่างรอบคอบ และตามหลักทั่วไปแล้ว คุณไม่ควรซื้อโทรศัพท์ที่มีคุณสมบัติมากกว่าที่คุณต้องการ ถ้าคุณต้องการโทรศัพท์เพื่อใช้ในการสนทนาเพียงอย่างเดียว ให้เลือกโทรศัพท์ทีมีแค่ฟังก์ชั่นพื้นฐานได้เลย ถ้าคุณจะใช้โทรศัพท์มือถือสำหรับทำงานเกี่ยวกับ e-mail หรือธุรกิจของคุณ ลองหารุ่นที่มีฟังชั่นรองรับการทำงานเหล่านี้ ถ้าคุณชอบที่จะเล่นลูกเล่นต่างๆ ของโทรศัพท์มือถือล่ะก็ ลองเลือกโทรศัพท์ที่มีกล้องถ่ายรูปดิจิตอล หรือมองหาลูกเล่นอื่นๆ เช่น เข็มทิศ หรือตัววัดอุณหภูมิก็ยังได้

ประสิทธิภาพ :
ถ้าคุณตั้งใจที่จะใช้โทรศัพท์มือถือของคุณเป็นโทรศัพท์เครื่องหลักล่ะ ก็ ให้คงจะต้องหาโทรศัพท์ที่มีระยะเวลาการใช้งานของแบบเตอรี่ที่สูงสักหน่อย -- ระยะเวลาสนทนาต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมง และระยะเวลาเปิดเครื่องรอรับสายมากกว่า 5 วัน อีกอย่างที่คุณควรจะดูก็คือคุณภาพเสียง ดูว่าเสียงมันดังพอหรือไม่ บทความเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถืออาจช่วยคุณได้ มากพอๆ กับการบอกเล่าจากคนอื่นๆ ให้ ลองถามเพื่อนของคุณดู ยังไงก็ตามคุณภาพเสียงนี้จะแตกต่างกันได้ แม้ว่าจะเป็นโทรศัพท์รุ่นเดียวกันก็ตาม ขึ้นกับสถานที่ที่ใช้โทรศัพท์ จำนวนผู้ใช้งานในแต่ละช่วงเวลา และสัญญาณรบกวน ทางที่ดีที่สุด คุณควรจะลองใช้งานโทรศัพท์มือถือของคุณให้มากภายในช่วงเวลาที่คุณสามารถ เปลี่ยนโทรศัพท์เป็นเครื่องใหม่ได้ และเปลี่ยนเครื่องเถอะ ถ้าคุณภาพไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณต้องการ

แกะกล่อง iPhone

นับ ตั้งแต่ Apple ประกาศข่าวเกี่ยวกับ iPhone โทรศัพท์จาก Apple ไป ก็มีหลายท่านให้ความสนใจมากมาย จากข่าวลือ ข่าวคราวที่ออกอย่างต่อเนื่องเมื่อหลายปีก่อน มาจนถึงวันที่มีประกาศอย่างเป็นทางการ ล่าสุดหลายท่านได้จับจองเป็นเจ้าของกันแล้ว หลายท่านกำลังรอเครื่องอยู่ หลายท่านรอให้มีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเสียก่อน ค่อยตัดสินใจซื้อ วันนี้ผมรับหน้าที่ในการแกะกล่องไอโฟนเครื่องนี้ครับ




ตัวกล่องทำจากกระดาษแข็ง ดูภายนอกหรูหราตามสไตล์ Apple ครับ ผมได้รับเครื่องนี้มาพร้อมกับถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมองไม่ออกว่าภายในมีไอโฟนอยู่ด้วย ;) ด้านข้างของกล่องจะมีสัญลักษณ์ Apple และตัวหนังสือบอกว่านี่คือไอโฟน พร้อมขนาดความจุของเครื่อง ซึ่งไอโฟนเครื่องที่นำมาแกะกล่องนี้มีขนาดความจุ 8GB ครับ (ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ มีการจำหน่ายเครื่องไอโฟน ที่มีความจุ 4GB และ 8GB ครับ)



เมื่อจับกล่องตั้งดู ก็จะเห็นด้านบนของกล่อง เป็นรูปเครื่องไอโฟน ขนาดเท่ากับเครื่องจริงๆ ที่อยู่ด้านใน พร้อมแสดงไอคอนโปรแกรมต่างๆ ที่มากับเครื่องครับ โดยสำหรับที่รูปบนกล่องนั้น ไม่ได้สื่ออะไรนอกจากสัญลักษณ์ AT&T ที่บอกเป็นนัยๆ ว่ามีการผูกมัดสัญญากับ AT&T ผู้ให้บริการในสหรัฐอเมริกา ส่วนไอคอนอื่นๆ นั้นจะสังเกตว่าไอคอนของ Calendar ที่ควรจะเปลี่ยนวันที่ (และวัน) ตามวันที่ในเครื่อง ดังเช่นที่พบจากโปรแกรม iCal บน Max OS X นั้น ตามรูป เป็นวันอังคารที่ 9 ซึ่งเป็นวันที่ทาง Apple ประกาศไอโฟนอย่างเป็นทางการ ในงาน Macworld 2007 ส่วนการจำหน่ายเครื่องไอโฟนอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกานั้น เริ่มจำหน่ายในวันที่ 29 มิถุนายน 2007 ครับ ส่วนในยุโรปที่กำลังจะวางจำหน่ายนั้น กำหนดวันวางจำหน่ายไว้ที่ 9 พฤศจิกายน 2007 ครับ



เมื่อแกะกล่องเปิดออกดู ในด้านของฝาจะพบว่ามีการบุด้วยฟองน้ำ เพื่อป้องกันการกระแทกจากทางด้านบน ซึ่งเครื่องไอโฟนจะสามารถพบได้ทันทีที่เปิดฝากล่องออกครับ ตัวเครื่องไอโฟนวางล็อคอยู่กับถาดพลาสติกใส เพื่อความมั่นคง หน้าจอมีแผ่นพลาสติกใสปิดไว้ พร้อมกับห่อพลาสติกตัวเครื่องอีกชั้น เป็นการป้องกันหลายชั้น จากรูปผมนำห่อพลาสติกออกแล้วครับ



เมื่อยกถาดพลาสติกและซองกระดาษเอกสารออก จะพบกับอุปกรณ์มาตรฐานที่มากับเครื่องไอโฟนด้านใน อันประกอบไปด้วย Stereo Headset, Dock, USB power adapter และ Dock connector to USB cable ที่อยู่ด้านล่าง อุปกรณ์ทั้งหมดในกล่องมีเพียงเท่านี้ครับ กล่องนี้ (รวมอุปกรณ์ทั้หมด) มีน้ำหนัก 560 กรัม ขนาด 9 x 14.5 x 7 เซนติเมตร ท่านใดที่จะ "หิ้ว" เข้ามาประเทศไทย ก็ลองดูเรื่องน้ำหนักกับขนาดนะครับ ;)

มาต่อกันกับแกะกล่อง ตอนที่ 2 ครับ ในตอนนี้ เรามาดูกันถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในกล่องกันครับ

เริ่มจากส่วนที่อยู่ลึกที่สุดในกล่อง นั่นคือ Dock connector to USB cable สายนี้สามารถนำมาต่อกับไอโฟนเพื่อชาร์จหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลได้โดยตรง หรืออาจจะนำไปต่อเข้ากับ Dock ก่อนก็ได้ครับ สายนี้มีความยาวประมาณ 1 เมตร สายมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มิลลิเมตร USB connector เป็นแบบมาตรฐานทั่วไป สามารถใช้งานได้กับทั้งเครื่องแมคและพีซี ส่วน dock connector เป็นลักษณะเดียวกับไอพอด แต่ว่าไม่มีปุ่มกดให้ปลดล็อค ดังนั้นเวลาเอาออกจึงสามารถดึงออกตรงๆ ได้เลย อย่างไรก็ตามการล็อคนั้นแน่นหนาในระดับหนึ่ง





คำเตือน กรุณาอย่าลอกเลียนแบบ: ผมลองเสียบสายแล้วหิ้วไอโฟนไปมา ก็พบว่ายังไม่หลุดออกมาครับ ซึ่งตรงนี้เบื้องต้นผมมองว่าอาจเป็นเพราะยังใหม่ และตัวล็อคยังคงทำงานดีอยู่ แต่ไม่ทราบผลในระยะยาวนะครับ ดังนั้น หากไม่มั่นใจจริงๆ ไม่แนะนำให้ทดสอบนะครับ ;)



สาย Dock connector to USB นี้สามารถชาร์จไอโฟนได้สองรูปแบบ ได้แก่ การเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อชาร์จจากไฟเลี้ยง USB port หรือการต่อเข้ากับ USB power adapter เพื่อชาร์จจากไฟบ้าน อนึ่งการชาร์จทั้งสองรูปแบบนั้น มีข้อดี ข้อเด่นที่แตกต่างกันออกไป ผมขออนุญาตเก็บไว้กล่าวถึงในบทความเรื่องแบตเตอรี่นะครับ

มาถึงอุปกรณ์ชิ้นต่อไป คือ USB Power Adapter อุปกรณ์ชิ้นนี้ สำหรับท่านที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple น่าจะคุ้นเคยกันดีครับ รูปแบบคล้าย power adapter ของไอพอดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา หัวปลั๊กนั้นเป็นสองขา สามารถใช้งานในบ้านเราได้อย่างไม่มีปัญหา ตัวขาสามารถพับเก็บได้ ทำให้พกพาได้สะดวก ตัว adapter เขียนกำกับไว้ว่า "iPod USB Power Adapter" ผลิตในประเทศจีน มีรหัสรุ่น A1205 รับกระแสไฟฟ้า input 100-240V 0.15A 50-60Hz ซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้ในทุกประเทศ กระแสไฟที่ออกมา output 5V 1A ขาปลั๊กสามารถถอดออกได้ adapter มีขนาด 4.5 x 4.5 x 2.7 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 70 กรัมครับ









จริงๆ แล้วในส่วนขาของ adaptor นั้นสามารถถอดออกได้ ซึ่งมีประโยชน์สำหรับท่านที่มีขาปลั๊กในรูปแบบต่างๆ อาจจะหาซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนได้ หรือจะใช้สายไฟที่มีลักษณะแบบนี้ใช้งานได้เลย อย่างไรก็ตามแนะนำให้ใช้หัวเปลี่ยนที่มีคุณภาพและรองรับการใช้งานอย่างถูก ต้องด้วยครับ ถ้าหากสนใจจะเปลี่ยนจริงๆ หัวปลั๊กหรือสายไฟ ควรจะมีสเปกเดียวกันกับหัวปลั๊กที่มาด้วยนะครับ



มาถึงอุปกรณ์ตัวต่อไปกันครับ นั่นคือ Dock ผมขอเรียกตามคู่มือของไอโฟนเลยนะครับ บางท่านจะเรียก cradle หรือแท่นชาร์จ แท่นวางก็ตามสะดวกครับ Dock นี้จะเอาไว้ต่อกับ Dock connector to USB cable เพื่อชาร์จหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์ Dock มีขนาด 6.5 x 4.2 x 1.5 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 140 กรัม ด้านหน้าของ Dock เว้าเป็นช่องสำหรับไอโฟน connector เอียงทำมุมประมาณ 75 องศา ด้านข้าง connector บน Dock จะมีรูเล็กๆ เพื่อประโยชน์เวลาวางไอโฟนไว้บน Dock จะไม่เป็นการปิดกั้นช่องลำโพงและไมค์ของตัวเครื่อง





ด้านล่างของ Dock เป็นยางเพื่อกันลื่น มี copyright ปี 2007 โดย Apple Computer Inc. ผลิตในประเทศจีนเช่นเดียวกันครับ ด้านหลังจะมีช่องสำหรับ Line Out โดยสามารถส่งสัญญาณเสียงออกไปยังเครื่องเสียงหรือลำโพง ที่สนับสนุนแจ๊คขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร การใช้งานนั้น หากวางไอโฟนไว้บน Dock เสียงจะออกจากไอโฟนตามปกติ แต่เมื่อใดที่ต่อสัญญาณ Line Out ออกไป เสียงจะไปออกทางเครื่องเสียงทันที โดยเสียงที่เกี่ยวกับโทรศัพท์จะไม่ถูกนำออกไปทาง Line Out ครับ จะมีเฉพาะเสียงเพลงหรือภาพยนตร์เท่านั้น ด้านข้างของช่องสำหรับ Line Out นั้นจะเป็นสำหรับเชื่อมต่อเข้ากับ Dock connector to USB cable ครับ





อุปกรณ์ชิ้นต่อไปที่อยู่ในกล่อง คือ Stereo Headset หูฟังอันนี้จะแตกต่างจากหูฟังไอพอดที่เราคุ้นเคยกันดี เนื่องจากว่าถูกออกแบบมาสำหรับไอโฟนโดยเฉพาะ มีปุ่มรับสาย - วางสาย ที่สามารถใช้บังคับการเล่นเพลงได้อีกด้วย หากกดครั้งหนึ่งจะเป็นการเล่นเพลง/หยุดชั่วคราว หากกดสองครั้งจะเป็นการเลื่อนไปยังเพลงถัดไป ปุ่มนี้จะอยู่กับหูฟังด้านขวา สายมีความยาวทั้งหมดประมาณ 1 เมตร ความยาวจากปลายแจ๊คไปจนถึงทางแยกหูฟังแต่ละข้าง ประมาณ 75 เซนติเมตร ซึ่งยาวพอที่ใส่ไอโฟนไว้ในกระเป๋ากางเกงและใช้งานได้อย่างสะดวก แจ๊คของ Stereo Headset เป็นขนาด 3.5 มิลลิเมตร แต่ว่ามีช่องสัญญาณ 3 ช่อง ได้แก่สัญญาณเสียงด้านซ้าย, ด้านขวา และไมค์ ลักษณะพลาสิกของแจ๊คเรียวยาว ส่งผลให้ไม่สามารถนำหูฟังที่มีแจ็คเป็นรูปตัวแอล หรือพลาสติกรอบแจ๊คมีขนาดใหญ่มาใช้กับไอโฟนได้







ต่อไปมาถึงอุปกรณ์ส่วนสุดท้ายในกล่องไอโฟนแล้วครับ นั่นคือเอกสารต่างๆ ภายใต้ซองกระดาษสีดำ นั้นจะมี ผ้าทำความสะอาดไอโฟน, สติ้กเกอร์รูป Apple 1 แผ่น (2 รูป), เอกสาร Finger Tips ซึ่งจะมีคำแนะนำการใช้งานเบื้องต้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการ Activate and sync หรือการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ในเครื่อง และเอกสารอันสุดท้ายคือ Important Product Information Guide ซึ่งจะเป็นคำเตือนและข้อควรระวังในการใช้งานด้านต่างๆ


blue_wind's note: จากรูปสติ้กเกอร์จะอยู่ตรงกลาง เนื่องจากเป็นสีเดียวกับพื้นที่ถ่ายรูป เลยทำให้มองไม่เห็น ต้องขออภัยด้วยครับ ^^"






มาถึงตอนจบของแกะกล่องกันเสียที ครับ ได้รับคอมเม้นท์มาว่า น่าจะแยกการใช้งานไปเป็นอีกบทความหนึ่งไปเลย ผมก็เลยหยิบเอาเฉพาะในส่วนของ Hardware มารีวิวนะครับ อาจจะแทรกทิปการใช้งานไปบ้างเป็นระยะ เพื่อให้เวลาใช้งานจะได้คุ้นๆ ข้อมูลพวกนี้ครับ


ภาพจากเว็บไซต์ www.apple.com



ตัวเครื่องนั้นโค้งมนเข้ากับรูปมือ น้ำหนักประมาณ 135 กรัม ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่น้อยหากเทียบกับโทรศัพท์หรือพีดีเอตัวอื่นๆ แต่หากถือจริงๆ จะรู้สึกได้ว่าไอโฟนนั้นไม่เบาเลย อย่างไรก็ตาม ด้วยน้ำหนักขนาดนี้ก็ยังสามารถถือเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้อย่างไม่ยากเย็น ตามสเปกของไอโฟนนั้นจะมีขนาด สูง 115 มิลลิเมตร กว้าง 61 มิลลิเมตร หนา 11.6 มิลลิเมตร




ด้านหน้า


ด้านหน้า

ด้านหน้ามีเพียงปุ่มเดียวคือปุ่ม Home การทำงานของไอโฟนนั้น หลายท่านให้ความเห็นว่าคล้ายกับ Palm OS PDA กล่าวคือ เวลาออกจากโปรแกรม เราไม่ต้องทำการปิดโปรแกรม แต่เราจะกดปุ่ม Home เพื่อออกไปยังหน้าจอหลักแทนครับ ปุ่มนี้ จึงถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของเครื่องเลยทีเดียวครับ ตัวปุ่มเป็นพลาสติก มีสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมที่ปุ่ม ซึ่งหมายถึง Home ปุ่มมีลักษณะเว้าลงไปในตัวเครื่อง เวลาเอามือลูบดูก็จะสัมผัสถึงปุ่มได้โดยง่าย เวลาใช้งานตอนกลางคืน ก็สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก

Tips:

* ปุ่ม Home นี้ นอกจากจะเป็นการออกจากโปรแกรมแล้ว ในกรณีที่โปรแกรมค้าง เราสามารถกดปุ่ม Home ค้างไว้ เพื่อเป็นการ force quit โปรแกรมได้อีกด้วย
* บนไอโฟนเฟิร์มแวร์ 1.1.1 หรือสูงกว่า คุณสามารถกดที่ปุ่ม Home 2 ครั้ง (Double Click) เพื่อเรียกใช้งานเมนูลัดเป็น Home หรือ iPod หรือ Phone Favorites ได้ด้วย ซึ่งสามารถตั้งค่าได้จาก Settings >> General >> Home Button
* เวลาไอโฟนเข้าสู่ sleep mode คุณสามารถกดที่ปุ่ม Home เพื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาแล้วเลื่อน slider ได้

ในด้านหน้าของตัวเครื่องนี้ นอกจากจะมีปุ่ม Home แล้วยังมีช่องลำโพง (Receiver) สำหรับฟังสนทนาโทรศัพท์อีกด้วย โดยหลายท่านที่ซื้อมาตอนแรก พยายามไม่ดึงแผ่นพลาสติกติดหน้าจอออก ซึ่งทำให้อาจจะไม่ได้ยินเสียงจากคู่สนทนาได้ เหนือ receiver ขึ้นไป จะเป็นที่อยู่ของ sensor สำคัญในไอโฟนสามตัว อันได้แก่

Accelerometer ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนย่อย อันได้แก่ Silicon mass, Silicon springs และ Electrical current ที่จะคอยทำงานประสานกัน หากผู้ใช้งานเอียงเครื่อง ตัว accelerometer ก็จะตรวจจับ แล้วปรับเปลี่ยนการแสดงผลให้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ

Proximity Sensor ซึ่งจะคอยดับหน้าจอ เวลาที่คุณยกหูขึ้นมาสนทนาโทรศัพท์ และจะเปิดหน้าจอ ทันทีที่ยกไอโฟนออกจากหู นอกจากจะเป็นการประหยัดพลังงานแล้ว ยังเป็นการช่วยป้องกันการสัมผัสปุ่มต่างๆ บนไอโฟนโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย

Ambient Light Sensor ซึ่งจะคอยรับแสงจากภายนอก แล้วนำไปประมวลผลเพื่อปรับระดับความสว่างของหน้าจอโดยอัตโนมัติ ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นมาคอยปรับความสว่างเวลาอยู่กลางแจ้ง - เข้าที่มืด


ทางด้านหน้าจะมีกรอบโลหะสีเงินแวววาว ทำหน้าที่ยืดตัวหน้าจอเข้ากับตัวเครื่อง ซึ่งลบเหลี่ยมต่างๆ ออกไปได้อย่างสวยงาม เวลาใช้งานสัมผัสหน้าจอ เราแทบจะไม่รู้สึกว่ามีขอบอยู่เลย แตกต่างจากพีดีเอหรือโทรศัพท์ทั่วไป ที่จะมีขอบขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด กรอบโลหะนี้เป็นจุดหนึ่งที่ค่อนข้างบอบบาง กล่าวคือไม่ทนต่อการขีดช่วนใดๆ และจะเป็นรอยขนแมวได้ค่อนข้างง่าย หากเป็นรอยขนแมวน้อยๆ เราสามารถใช้ครีมเช็ดรถมาทำให้จางลงได้ แต่หากมากๆ ก็คงต้องปล่อยไปตามการใช้งานครับ :) และมาถึงส่วนสำคัญหากไม่พูดถึงหน้าจอก็คงไม่ได้ หน้าจอของไอโฟนมีขนาด 3.5 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม) มาพร้อมกับเทคโนโลยี multi-touch ที่สร้างความฮือฮากับลูกเล่น multi-touch นี้พอสมควร resolution ของจอมีขนาด 480 x 320 พิกเซล ที่ความละเอียด 163 ppi โดยหากเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ Game Multimedia device อย่างเช่น Sony Playstation Portable (PSP) ซึ่งมีขนาด 4 นิ้ว resolution 480 x 272 พิกเซล จะพบว่าไอโฟนนั้นมีความละเอียดสูงกว่า PSP เยอะทีเดียว


ภาพจากเว็บไซต์ www.apple.com


เทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้น น่าทึ่งทีเดียว เริ่มจาก TFT LCD display ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานของอุปกรณ์ไอทีไปหมดแล้ว ชั้นต่อมาเป็น electrical field ซึ่งจะเป็นชั้นที่ทำงานร่วมกับชั้น Capacitive touch panel การทำงานนี้จะจำเพาะกับร่างกายของคนเรา เวลาใช้งานสัมผัสหน้าจอ จะใช้ส่วนใดของร่างกายก็ได้ แต่เน้นที่เป็นร่างกายของคนเรา วัสดุอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น โลหะ ยาง แก้ว พลาสติก ผ้า ไม้ ล้วนแต่ไม่ตอบสนองกับหน้าจอของไอโฟน ซึ่งทำให้ถูกมองหน้าจอจะตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอโดยการมีประจุไฟฟ้า (ร่างกายคนเรามีไฟฟ้าอยู่แล้ว) ผมได้ทดสอบต่อกับร่างกายส่วนต่างๆ ของสัตว์พบว่า ถึงแม้สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประจุอยู่ในร่างกายเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถใช้ในการสัมผัสหน้าจอไอโฟนได้ อนึ่งการทดสอบนี้เป็นการทดสอบเพียงเล่นๆ เท่านั้นครับ ปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ตัดออกไปถึงก็คือขนสัตว์นั้นเป็นฉนวนไฟฟ้า และอุ้งเท้าหรือปลายจมูกของสัตว์ก็เป็นฉนวนเช่นเดียวกัน การจะนำเอาผิวหนังสัตว์จริงๆ มาทดสอบนั้นทำได้ลำบากครับ ;) ในส่วนชั้นนอกสุดนั้นคือ protective shield ซึ่งมีความแข็งแรงค่อนข้างมาก จากการทดสอบ ผมลองเอาทั้งมีดคัทเตอร์ กุญแจ ไขควง ขูดดู ก็ไม่พบรอยบนหน้าจอแต่อย่างใดครับ ดังนั้นผู้ใช้งานจึงมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าหน้าจอแข็งแรงทนทาน จุดที่ต้องระมัดระวังกลับกลายเป็นกรอบโลหะรอบหน้าจอแทน หลากหลายข่าวที่ผู้ใช้งานทำจอแตก มักจะเกิดจากการกระแทกตามมุมหรือกรอบโลหะ ส่งผลให้จอแตก แต่การกระแทกหน้าจอโดยตรงกลับไม่มีข่าวสักเท่าใด



ด้านหลัง



ด้านหลัง

ด้านหลังของเครื่องนั้นแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนบนเป็นโลหะด้านสีเงิน ผิวหยาบ เพื่อให้จับกระชับมือไม่ลื่น ในส่วนนี้มีเพียงกล้องให้เห็นเท่านั้นครับ กล้องมีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล โดยรอบของกระจกครอบเลนส์จะมีขอบโลหะหนาขึ้นเล็กน้อย เพื่อที่จะป้องกันเวลาผู้ใช้งานวางไอโฟนบนพื้น จะได้ไม่เป็นการกระแทกหรือเสียดสีกับตัวกระจกครอบเลนส์ ตัวกระจกครอบเลนส์นี้จะเคลือบเอาไว้ด้วย multi-coat เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน lens flare จากการถ่ายรูป ท่านที่เป็นตากล้องอาจจะคุ้นเคยกับคุณสมบัติดังกล่าวกันดีอยู่แล้ว เวลาผู้ใช้งานถ่ายรูปย้อนแสง อาจจะพบว่ามีแสงสะท้อนเป็นวงกลมๆ การเคลือบด้วย multi-coat จะลดปัญหาดังกล่าวนี้ไปได้พอสมควร ดังนั้นจึงมีข้อควรระวัง นอกจากจะต้องระมัดระวังการกระแทก การเสียดสีที่บริเวณกระจกครอบเลนส์แล้ว ยังต้องคอยระวังเรื่องสารเคมี หรือของเหลวที่อาจไปทำลายชั้น multi-coat นี้อีกด้วย

ใต้กล้องลงไป ก็มีสัญลักษณ์ Apple และรายละเอียดต่างๆ ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ iPhone, สถานที่การผลิต, รุ่น, FCC ID, Serial no., IMEI และขนาดความจุของไอโฟน ขยับใต้ลงไปอีกนิดจะเป็นส่วนที่สอง ซึ่งเป็นพลาสติกสีดำ ภายในเป็นแบตเตอรี่และ antenna สำหรับการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น WiFi หรือตัวรับส่งสัญญาณโทรศัพท์ สาเหตุที่ส่วนนี้จะต้องเป็นพลาสติก นั่นเป็นเพราะหากเป็นโลหะก็จะปิดกั้น และสะท้อนสัญญาณไป ดังนั้นในการใช้งานทั่วไปอย่างถูกต้องนั้น ไม่ควรเอามือกำในส่วนพลาสติกสีดำนี้ รวมถึงหากเอียงเครื่อง ก็แนะนำให้เอาด้านพลาสติกสีดำนี้ออกด้านนอก จะได้ไม่รบกวนการรับส่งสัญญาณ


ด้านข้าง


ด้านข้าง

ด้านขวา (เมื่อหันหน้าจอเข้าหาตัว) ไม่มีปุ่มใดๆ ส่วนด้านซ้ายมีปุ่ม 2 ปุ่ม อันได้แก่ Ring/Silent Switch ที่เอาไว้ปิดเปิดเสียงริงโทนและเสียงเตือนอย่างทันที โดยไม่ต้องเข้าเมนูของเครื่อง ปุ่มนี้จะเลื่อนซ้ายขวา (swing) หากถือไอโฟนด้วยมือซ้ายจะใช้นิ้วโป้งเลื่อนได้อย่างสะดวก แต่หากถือไอโฟนด้วยมือขวาอาจจะลำบากในการใช้ปุ่มนี้พอสมควร ต้องใช้ปลายนิ้วชี้เลื่อนครับ ปุ่มถัดมาก็คือ volume button เอาไว้ เพิ่มหรือลดเสียงต่างๆ ของไอโฟน

Tips:

* ปุ่ม volume button นี้ หากมีสายเรียกเข้ามา แล้วเราไม่ต้องการรับ เราสามารถกดที่ปุ่มนี้เพื่อปิดเสียงริงโทนได้ (แต่ก็ยังมีสัญญาณเรียกเข้าตามปกติ)
* ปุ่ม volume button นี้ สามารถเพิ่มและลดเสียงเมื่อใช้งานร่วมกับ stereo headset หรือหูฟังบลูทูธได้


ด้านบน


ด้านบน

ด้านบนมีช่องหูฟัง (Headset jack) สำหรับเสียบสาย stereo headset หรือหูฟังที่มีแจ็คขนาด 3.5 มิลลิเมตร มาตรฐาน แต่มีข้อแม้ว่าพลาสติกตรงหัวแจ๊คจะต้องเล็กด้วย หากเป็นหูฟังที่มีแจ๊คเป็นรูปตัว L หรือหูฟังที่มีพลาสติกหัวแจ๊คหนา จะใส่ไอโฟนไม่ได้ อาจต้องหาอุปกรณ์เสริมมาใช้งานเพิ่มเติม ถัดไปจะเป็น SIM card tray เวลาจะเปลี่ยนซิมก็เพียงหาคลิปหนีบกระดาษกดตรงรูเล็กๆ ข้างช่องหูฟัง เพื่อดันให้ SIM card tray กระเด้งออกมา

Tips

* เวลาแกะคลิปหนีบกระดาษให้ใช้ด้านยาว อย่าใช้ด้านสั้น
* เวลางอคลิปหนีบกระดาษให้พยายามทำเป็นมุมฉาก จะได้ใช้แรงในการกดน้อยที่สุด
* แนะนำให้ถือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด โดยให้อุ้มมือปิดหน้าจออยู่ (ด้านหลังเครื่องไอโฟนหันเข้าหาตัว) และ SIM card tray อยู่ด้านบน
* กดเข้าไปตรงๆ ออกแรงเล็กร้อย SIM card tray จะกระเด้งออกมาเอง









ด้านล่าง



ด้านล่าง


ด้านล่าง

เมื่อคว่ำหน้าจอลง ด้านล่างเป็นที่อยู่ของไมโครโฟน (Microphone) Dock connector และ ลำโพง (speaker) ดังจะทราบว่าไอโฟนมีลำโพงอยู่เพียงด้านเดียว ท่านที่ได้ยินเสียงออกด้านเดียว อันนี้ถูกต้องแล้วนะครับ เพราะอีกด้านเป็นไมโครโฟนนั่นเอง Dock connector นี้มีข้อระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ควรจะใช้กับอุปกรณ์เสริมที่มีสัญลักษณ์ Work with iPhone กำกับอยู่เท่านั้น หากนำไปใช้งานกับอุปกรณ์อื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ว่าสำหรับไอโฟน ถึงแม้จะเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับไอพอดเอง ก็อาจจะทำให้ไอโฟนมีปัญหาได้ครับ




สรุปส่งท้ายกับข้อมูลในคู่มือไอโฟนเองครับ อ้างอิงจากหน้า 10 ส่วนส่วนประกอบต่างๆ ของไอโฟน



โดยรวมแล้วในส่วนของ Hardware ถือว่าทาง Apple inc. ออกแบบไอโฟนได้ดีทีเดียว ทั้งรูปลักษณ์และการใช้งาน


ผมขอจบการรีวิวแกะกล่องไว้เพียงเท่านี้ครับ

ที่มา:http://www.thaiiphoneclub.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=1